กะล่อนอัพบทที่หกพร้อมกับบทส่งท้าย 

อย่าลืมอ่านบทที่ 6ก่อนนะคะ 

 

บทส่งท้าย

 

 

เมื่อธรรศจากไป ..ชีวิตของปวีณกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้ง

 

.

.

.

 

งั้นเหรอ?!!???

 

 

ตั้งแต่เช้าวันจันทร์วันแรกที่เจอหน้าปวีณก็โดนเพื่อนในก๊วนลากไปรุมถามว่าหายไปไหนมา ก็ได้แต่ตอบไปตามที่ธรรศบอกกับแม่เขา ถูกไอ้พวกตัวดีโบกเข้าให้ที่ศีรษะเสียหลายรอบ โทษฐานที่ทำให้เป็นห่วง ยังดีอยู่ที่ช่วงนี้อากาศเย็นๆเลยถือโอกาสเอาเสื้อกันหนาวแบบสวมมาใส่แล้วคลุมด้วยเสื้อกาวน์ทับอีกที ร่องรอยที่อยู่สูงกว่านั้นก็ใช้พลาสเตอร์แปะเอา

 

 

นึกขอบคุณไวน์ที่ตาไว หลุดปากทักมาว่าเขาไปโดนอะไรกัดมาคอจึงแดงๆ ตอนนั้นปวีณแก้ตัวไปว่าโดนยุงกัด เลยได้กลับมาสำรวจตัวเอง กัดฟันกรอดเมื่อเห็นรอยยุงหื่นกามอยู่ทั่วตัว ตั้งแต่คอ หลัง หน้าอก ท้อง สะโพก ลามไปจนถึงต้นขาด้านใน 

 

 

ยุงชั่วๆพรรค์นี้มันน่าฆ่าให้ตายนัก!!!

 

 

 

โชคดีของปวีณที่ช่วงนี้ยังคงอยู่วอร์ดจิตเวชที่ไม่ได้หนักหนานัก ร่างกายที่ยังคงอ่อนล้าจากการร่วมรักจึงไม่ได้สร้างความลำบากให้กับปวีณไปมากกว่าการวิ่งที่ทำได้ไม่ถนัด วันทั้งวันผ่านไปอย่างไม่ยากเย็น เว้นก็แต่สายตาจากเพื่อนๆที่บางทีก็มองเขาแปลกๆ

 

 

หลังจากจบคาบเรียนสุดท้ายก็บ่ายสามโมงพอดี เขากับเพื่อนเลยมานั่งเล่นกันตรงม้านั่งใต้หอพักชายที่อยู่ในตัวคณะ รับเอาสายลมเย็นๆจากทางฝั่งแม่น้ำสายใหญ่

 

 

“ไอ้วิน”

 

 

“หือ” เด็กหนุ่มขานรับเสียงเพื่อนในลำคอทั้งที่ตายังไม่ละไปจากสมุดคู่มือของภาควิชาที่เพิ่งได้รับแจกมาเมื่อเช้า  

 

 

“เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาแกไปทำอะไรรึเปล่าวะ”

 

 

คำถามที่ทำเอาปวีณสะดุ้งวาบในใจแต่ยังเก็บอาการไม่ให้แสดงพิรุธอะไรออกไป

 

 

“เปล่านี่ น้ำทิพย์ วันศุกร์ก็แค่ไปผับกับพวกเทพมันเฉยๆ ฉลองที่ลงจากออร์โธได้ไง” ใช่.. ตั้งใจจะไปฉลองที่สอบเสร็จแท้ๆ กลับโดนลากไปทำ.. ฮึ่ย!  มาเรียนวันแรกกับวอร์ดใหม่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่เลย ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนเร็วกว่าทุกวัน

 

 

“ไปผับแล้วทำไมแม่งมีน้ำมีนวลงี้วะ”

 

 

เด็กสาวพึมพำหงุงหงิงแต่ปวีณก็พอจับใจความได้บ้าง

 

 

“อะไรของแก มีน้ำมีนวลอะไร ผู้ชายนะเว้ย”

 

 

“นั่นสิวิน” ทัดเทพเสริมมา “มึงเคยได้ยินรึเปล่าที่เขาว่าผู้หญิงเวลามีอะไรกับผู้ชายแล้วจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นน่ะ”

 

 

“เออ กูเคย อย่าบอกนะว่ามึงก็คิดเหมือนน้ำทิพย์น่ะเทพ” ทำเสียงรำคาญใส่เพื่อนอีกสองคน จะได้ไปพ้นๆประเด็นนี่เสียที

 

 

“สบายใจได้ กูไม่ได้คิดว่ามึงไปเป็นเมียใครหรอก แต่ไอ้เรื่องดูมีน้ำมีนวลขึ้นน่ะเรื่องจริง”

 

 

ถ้าคำพูดของเพื่อนเปลี่ยนเป็นดาบได้ มันคงปักอกปวีณไปแล้วอย่างน้อยสองที

 

 

“พูดบ้าๆอะไรวะ”

 

 

“จะให้ฉันสาธยายมั้ยวะ แกนะ ตาฉ่ำๆขึ้นจากปกติเป็นเส้นเดียว แก้มก็อมชมพูดูมีเลือดฝาด ส่วนปากเนี่ยบวมเจ่อ ออกแดงๆด้วย”

 

 

นี่เพื่อนสาวตัวดีของเขามันแน่ใจนะว่าถาม เขายังไม่ทันตอบตกลงสักกะแอะแล้วมันร่ายยาวมาทำไม

 

 

โธ่เว้ย!! ไม่ได้ดูมีน้ำมีนวลขึ้นสักหน่อย อย่ามาใช้คำพูดกับเขาเหมือนเป็นผู้หญิงสิ

 

 

ตาที่มันฉ่ำๆน่ะ ฮึ่ม!!  ถูกทำกี่ทีก็น้ำตาไหลมันทุกที ตาจะไม่บวมไม่ฉ่ำได้ไงเล่า

 

 

แก้มอีก ไอ้พี่ข้างบ้านบ้านั่นมันฟัดเคยบันยะบันยังที่ไหน ถึงมันจะไม่ได้ไว้หนวดแต่ไรขนที่สั้นๆนั่นมาโดนอยู่หลายๆรอบมันก็เคืองได้เหมือนกัน

 

 

ส่วนปากเนี่ย อ๊ากกกก อยากจะบีบคอไอ้คนทำนัก จูบได้จูบดี ยังกับจะสูบวิญญาณก็มิปาน เนื้อเยื่ออะไรที่โดนกระเทือนซ้ำๆมันก็อักเสบแล้วก็บวมๆแดงๆเอาให้เห็นน่ะสิ

 

 

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น

 

 

ไอ้พี่ธรรศบ้า อย่ามาให้เห็นหน้าเชียวนะ!!!

 

 

พ่อจะฉีดยาเข้าเส้นเอาให้ไม่ฟื้นเลย!!!!

 

 

 

 

 

คนที่ปวีณอยากจะประทุษร้ายดูเหมือนว่าจะอายุยืนด้วยหลังจากที่โดนอาฆาตไม่เท่าไหร่ก็โทรเข้ามายังโทรศัพท์ของเด็กหนุ่ม ปวีณไม่ได้เมมเบอร์ของอีกฝ่ายไว้ในเครื่องหรอก แต่เพราะมันเป็นเบอร์เดียวกับที่โทรมาหาเขาเมื่อคืนจึงจำได้ ตอนนั้นก็กดรับไปโดยไม่ได้ระวังอะไร แต่พอได้ยินเสียงเท่านั้นแหละมือก็รีบกดตัดสายทันที

 

 

และวันนี้ก็เหมือนกัน ปวีณกดตัดสายทิ้ง

 

 

โทรมากี่ที ปวีณก็กดทิ้งทุกที

 

 

แต่ดูเหมือนว่าธรรศเองก็ไม่ได้ยอมแพ้ ชายหนุ่มเลือกที่จะส่งข้อความมาแทน

 

 

พี่ธรรศอยากพาน้องวินไปทานข้าวเย็นนี้

ตกลงนะครับ

From พี่ธรรศ

 

 

ใครจะไปด้วย เขาไม่ไปหรอกวันนี้ต้องอยู่เวร หรือต่อให้ไม่อยู่เวรเขาก็ไม่ไปอยู่ดี และอย่าหวังด้วยว่าจะส่งข้อความกลับ ฝันไปเถอะ เรื่องอะไรเขาจะต้องเสียตังไปเปล่าๆ

 

 

ผ่านไปสักสิบนาทีโทรศัพท์ที่ตั้งปิดเสียงก็สั่นเตือนขึ้นมาอีก

 

 

ถ้าน้องวินไม่ตอบ จะถือว่าตกลงนะครับ

พี่จะไปรับน้องวินที่คณะตอนห้าโมงเย็น

From  พี่ธรรศ

 

 

 

ที่ตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่ยอมเสียเงินค่าโทรไปกับเรื่องไร้สาระกลายเป็นว่าต้องยอมจนได้  กดส่งข้อความกลับพร้อมใบหน้าที่งอหงิก

 

 

ไม่ว่าง อยู่เวร ถึงว่างก็ไม่ไป

 

 

เพียงไม่ถึงสองนาทีก็มีข้อความกลับมาจากคนเดิม

 

 

งั้นน้องวินก็ดูแลตัวเองดีๆนะครับ

อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า พี่จะได้ซื้อไปให้

From  พี่ธรรศ

 

 

 

ไอ้บ้านี่ไม่เลิกจริงๆด้วย พิมพ์ตอบกลับไปเพราะกลัวใจว่าเดี๋ยวจอมหื่นได้โผล่มายืนทำหล่ออยู่หน้าหอแล้วจะเป็นเขาเองที่ซวย

 

                                                   

ไม่ต้องโผล่หน้ามาที่คณะผม

 

 

 

ก็ไม่ผิดจากที่เขาสั่งอีกฝ่ายไว้หรอก แต่ไอ้ข้าวอบสับปะรดในกล่องสวยนี่มันหมายความว่ายังไง

 

 

เวรที่เขาอยู่สำหรับวอร์ดจิตเวชนี้เป็นเวรที่เรียกว่า on call คือ ถ้ามีเคส จึงจะโทรตาม ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าที่หอผู้ป่วยตลอดเวลา หลังจากไปดูคนไข้ที่ส่งปรึกษาฉุกเฉินกับวอร์ดจิตเวชพร้อมกับพี่แพทย์ประจำบ้านเสร็จก็ได้ฤกษ์กลับมาเก็บของที่หอเตรียมจะไปทานข้าวเย็น แต่โดนพี่เจ้าหน้าที่ใต้หอเรียกไว้ก่อน พร้อมกับยื่นถุงใส่กล่องหอมๆนี่ให้ บอกว่ามีคนฝากเอาไว้ให้เขา

 

 

ปวีณที่ยังไม่ทันคิดรับมาด้วยความงง นึกเอาเองว่าอาจจะเป็นแม่หรือน้องสาวฝากไว้ให้ เด็กหนุ่มบอกปฏิเสธเพื่อนที่ชวนจะไปทานมื้อเย็นด้วยกันเสีย หยิบกล่องข้าวที่เพิ่งได้กลับขึ้นไปทานบนห้อง สักทุ่มกว่าๆธรรศก็โทรมาหาให้เขาต้องกดตัดสาย จากนั้นก็ต้องมากดดูข้อความ

 

 

พี่จำได้ว่าวินชอบทาน อร่อยไหมครับ

อยู่เวรเหนื่อยรึเปล่า

From พี่ธรรศ

 

 

ปวีณนึกอยากจะไปอ้วกเอาข้าวอบสับปะรดออกซะเดี๋ยวนั้น

 

 

 

จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์จนตอนนี้จะเข้าหนึ่งเดือน ธรรศไม่มาให้เห็นหน้าที่คณะอย่างที่ปวีณสั่งไว้ มีแค่สิ่งแทนตัวคือข้อความในมือถือตามแต่จะนึกครึ้มส่งมา ส่งมาทุกวันวันละมากกว่าหนึ่งฉบับ แล้วก็มื้อเย็นที่ไปสรรหาจานโปรดของเขามาไว้ให้ หรือถ้าวันไหนเขาสั่งห้ามว่าไม่ต้องก็จะส่งผลไม้ไม่ก็ขนมที่เขาชอบมาแทน

 

 

ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะโยนของที่ได้มาทิ้งอยู่หรอก แต่ความเสียดายกับคำสอนของพ่อที่ให้นึกถึงคนไม่มีจะกิน ปวีณก็ไม่สามารถตัดใจย้ายพวกมันไปอยู่ในถังขยะได้ ยอมกินมันแต่โดยดี

 

 

เรื่องที่ไม่เจอหน้าที่คณะ  ..ไม่นับกับเวลาที่เขากลับบ้าน ตานั่นชอบมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่บ้านเขา พาลุงเอกมาเยี่ยมแม่บ้างล่ะ เอาเอกสารเกี่ยวกับร้านของน้องสาวเขามาคุยบ้างล่ะ

 

 

ยอมรับอยู่หรอกว่ามันมีเหตุผล และไม่เคยไปด่ามันเรื่องนี้สักนิด กลัวว่าอีกฝ่ายจะหาว่าเขาหลงตัวเอง

 

 

ไม่มีพฤติกรรมรุ่มร่ามใดๆให้เขาได้ลำบากใจอีก ไม่มีคำพูดจาบจ้วงหรือกินนัยลึกให้ระคายหู

 

 

มีเพียงการแสดงออกอย่างผู้ใหญ่ การวางตัวที่ดี .. เป็นพี่ชายให้กับเขาและน้องอีกสองคน โดยเฉพาะไวน์ที่กำลังจะทำร้าน

 

 

แนวความคิด การจัดการที่มีประสิทธิภาพและมองการณ์ไกลทำให้ทุกคนต้องยอมรับ ปวีณเองก็นึกชมอยู่ในใจว่าสมกับที่พา รณกร กรุ๊ป ให้ยิ่งใหญ่มาได้จนทุกวันนี้

 

 

ร้านของน้องสาวที่ปวีณตั้งใจอยากจะทำให้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง รอยยิ้มสวยๆจากดวงหน้าหวานทำให้คนเป็นพี่ชายมีความสุข เขาเองก็เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ก็อยากให้ไวน์ได้มีโอกาสมีความสุขอย่างนี้เช่นกัน

 

 

เสียดายอยู่แค่คนที่ต่อเติมความฝันให้น้องสาวกลับไม่ใช่เขา

 

 

ราวกับธรรศจะรู้ถึงความต้องการนี้ ชายหนุ่มจึงขอความเห็นจากเขาด้วย ไม่ได้เอาแต่คุยกับแม่หรือไวน์

 

 

 

 

 

ระยะเวลาที่ห่างกันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ปวีณได้เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย

 

 

.. ธรรศคล้ายจะเป็นคนที่อ่านคนได้ปรุโปร่ง ไม่แปลกนักหรอก ก็เป็นถึงผู้บริหารใหญ่นี่นะ 

 

 

บางครั้ง ข้อความในมือถือนั่น อ่านแล้วยังนึกว่าธรรศมานั่งอยู่ข้างๆเสียอย่างนั้น

 

 

ไม่รู้ว่าชายหนุ่มรู้เรื่องที่เขาเครียดหรือท้อได้อย่างไร แต่แง่คิดที่แฝงมากับเนื้อความกวนๆก็ทำให้ใจสงบลงได้

 

 

ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่ลึกๆก็อดอุ่นใจไม่ได้เหมือนกัน

 

 

นี่ถ้าการกลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเลวร้าย ป่านนี้ เขาคงสนิทใจกับธรรศอย่างมาก และคงจะยินดีอย่างยิ่งที่จะปรี่เข้าหาพี่ชายข้างบ้านคนนั้นแล้วจับยึดไว้แน่น ให้เป็นพี่ เป็นเพื่อนไปแล้ว 

 

 

 

วันที่เขาได้กลับบ้านแล้วมีโอกาสนั่งคุยกับธรรศตรงโซฟาห้องรับแขก วันนั้นคงเป็นครั้งแรกที่ปวีณมองธรรศในแง่ดีขึ้น

 

 

คงจะเป็นเพราะธรรศใส่ใจแล้วก็รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังพยายาม

 

 

 

 

พรุ่งนี้จะสอบแล้วใช่ไหมครับ

เครียดมากไม่ดีนะครับ อย่าหักโหมนะวิน

พักผ่อนให้พอก่อนสอบนะครับ

From พี่ธรรศ

 

 

 

รู้อีกว่าพรุ่งนี้เขาจะสอบ  สู่รู้นัก!!

 

 

 

 

 

“มองมือถือแล้วยิ้มคนเดียวตั้งนานสองนาน มึงเป็นเหี้ยอะไรเนี่ยวิน แฟนส่งข้อความหารึไงวะ”เสียงรูมเมทที่ทักมาทำให้ปวีณต้องหันไปชูนิ้วกลางใส่

 

 

“แฟนบ้านมึงสิ”

 

 

“อ้าว ก็กูเห็นมึงเคลิ้มเชียว”

 

 

“เชี่ย กูไม่ได้ทำหน้าแบบนั้น”

 

 

“ไปส่องกระจกเลยมึง ให้ว่อง ถ้ามึงอยากเห็นตัวเองตอนนี้”

 

 

“ปัญญาอ่อน” ด่าเพื่อนแล้วก็เดินออกมานอกห้องพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ ร่างเล็กเดินทอดน่องเอื่อยๆไปตามทางเดิน หยุดยืนตรงระเบียงฝั่งที่ติดริมแม่น้ำ เอนพิงกับเสาต้นใหญ่ เวลาแค่สองทุ่มกว่าแต่เพราะเป็นคืนก่อนสอบสำหรับปีห้าจึงไม่มีใครออกมานั่งเล่นตรงนี้อย่างเคย

 

 

สายลมเย็นๆที่พัดพามายามค่ำคืนช่วยให้รู้สึกสดชื่นแต่ไม่ได้ทำให้หนาว กลับรู้สึกอุ่นแปลกๆเสียได้

 

 

นิ้วเรียวแตะลงกับหน้าจอสัมผัสของโทรศัพท์ตัวเอง กดเลือกเบอร์โทรที่ไม่เคยบันทึกไว้ในเครื่องแต่มีในรายการโทรเข้าตลอด มองอย่างชั่งใจอยู่เป็นนาน เขาไม่เคยโทรหาธรรศมาก่อนเลย รวมถึงไม่เคยรับสายเลยสักครั้งด้วย

 

 

..นี่เป็นครั้งแรก

 

 

ได้ยินเสียงตื๊ด ให้รอเพียงสองครั้งปลายสายก็มีคนรับ

 

 

เด็กหนุ่มที่เตรียมใจไว้แล้วจนหน้าขาวๆขึ้นสีเรื่อไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดก่อน เลือกที่จะตวาดแว้ดเพียงทีเดียวแล้วตัดสาย จากนั้นก็ปิดโทรศัพท์เสีย

 

.

 

.

 

“ไอ้พี่ธรรศบ้า ใครสั่งใครสอนให้ปล้ำก่อนแล้วค่อยจีบ!!!!”

 

 

The end & The beginning

 

 

จบแล้วล่ะ กะล่อนให้เป็นจุดจบที่เป็นจุดเริ่มต้นของสองคน

 

จะให้วินกลับมารักธรรศง่ายๆก็ดูจะรังแกตัวเองเกินไปหน่อย เท่านี้ก็ยอมลงให้ธรรศมันเยอะมากแล้วล่ะค่ะ

 

มีคนถามถึงเจ๊มารด้วย สำหรับตอนนี้กะล่อนอยากให้เรื่องมันสิ้นสุดที่ธรรศและปวีณ ไม่อยากให้มีคนอื่นมาเกี่ยว วันข้างหน้า ถ้าสองคนพัฒนาไปมากกว่านี้(นั่นคือ ถ้ากะล่อนมีโอกาสแต่งต่อนะ) ก็คิดว่าน่าจะมีบทบาทช่วงนั้น

 

ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันบ้างหรือเปล่า หรืออาจจะขัดใจแบบอยากตีหัวกะล่อน 555

 

ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ที่คนเขียนมันโคตรเอาแต่ใจ  ขอบคุณมากๆค่ะ

 

ลงบทที่ 6 พร้อมกับ บทส่งท้าย เลยนะคะ

 

บทที่ 6 

 

 

รถปอร์เช่สีขาวภายในหมู่บ้านจัดสรรขนาดใหญ่ดึงดูดสายตาของผู้คนที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งข้างคนขับเกร็งตัวอย่างยั้งไม่อยู่เมื่ออีกฝ่ายสามารถมาที่บ้านเขาได้ถูกต้องโดยที่เขาไม่ต้องเอ่ยแนะสักแอะ เหงื่อซึมน้อยๆที่ฝ่ามือสองข้าง ประสาทเริ่มเขม็งเกลียวด้วยความเครียด

 

 

ความที่เติบโตมากับเหตุและผล จึงเลือกที่จะมองการรู้ไปทุกเรื่องของอีกฝ่ายเป็นความน่ากลัวมากกว่าจะโรแมนติก สตอล์กเกอร์ชัดๆ

 

 

ในหัวคิดไปต่างๆนานา ไหนจะความปลอดภัยของคนในครอบครัวหากเขาไม่ยอมอ่อนข้อตามใจธรรศ ทั้งแม่และน้องสาวสองคน ไหนจะชีวิตของตนข้างหน้าที่ปวีณรู้สึกได้เองว่าจะต้องไม่เหมือนเดิม แล้วยังธุรกิจครอบครัวอีก อู่แท็กซี่ขนาดปานกลางไหนเลยจะไปสู้รบปรบมือกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่ท่าทางว่าเจ้าของจะควบตำแหน่งมาเฟียด้วยได้

 

 

ธรรศจอดรถเลียบรั้วบ้านของปวีณ โน้มตัวไปหาคนที่นั่งข้างๆ เด็กหนุ่มหลับตาลงเมื่อนึกรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร เพราะกระจกทึบแสงทำให้ไม่มีใครมองเห็นเหตุการณ์ที่อยู่ภายในได้ปวีณจึงพอวางใจ  วางมือลงกับบ่ากว้างเมื่อปากของตัวถูกครอบครอง ขยำเสื้อของชายหนุ่มแน่นรับกับโพรงปากที่ถูกสำรวจอย่างถี่ถ้วน ธรรศยอมผละออกเมื่อเขาทุบบ่าประท้วงเพราะหายใจไม่ทัน

 

 

“ไม่อยากปล่อยวินกลับเลย”ธรรศพึมพำเสียงพร่าชิดริมฝีปากเขา จูบต่ำลงมาที่ลำคอ

 

 

“อะ.. อย่า..” มือเล็กผลักไสดวงหน้าคมออก

 

 

ธรรศก้มลงมาจูบเขาอีกครั้ง มันหวานนุ่ม.. ริมฝีปากหยักสวยสัมผัสเขาอย่างทะนุถนอมราวของล้ำค่า

 

 

แต่กระนั้นปวีณก็ยังหายใจขัดอยู่ดีเมื่อธรรศยอมผละออกไป

 

 

ธรรศรอให้เขาปรับตัวเองได้และจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะคลายล็อกแล้วดับเครื่องยนต์ จากนั้นจึงเดินตามปวีณมาที่หน้าบ้านพร้อมกับขนมยี่ห้อหรูถุงใหญ่ในมือที่เด็กหนุ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายเอามาจากไหน และเมื่อไหร่  

 

 

“กลับไปได้แล้ว มายืนปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่หน้าบ้านคนอื่นทำไม”

 

 

“มาไหว้แม่ยาย”

 

 

คำตอบที่ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับผงะ ใบหน้าขาวซีดเสียยิ่งกว่าซีด คำแก้ตัวเรื่องที่ไปค้างอ้างแรมที่อื่นยังไม่ทันได้นึกก็ต้องมาหาทางออกเรื่องไอ้คนหื่นกามนี่อีกเหรอ

 

 

“อะ.. อย่านะ ” เสียงใสๆสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ พลอยให้คนแกล้งยกยิ้มถูกใจที่มุมปาก

 

 

ธรรศไม่ได้สนใจกับอาการวิตกกังวลของเด็กหนุ่มตรงหน้า ร่างสูงก้าวเท้าเร็วๆไปที่รั้วบ้าน กดกริ่งสองที รอให้คนที่อยู่ข้างในออกมาเปิด เพียงชั่วประเดี๋ยวแม่บ้านร่างเล็กก็เดินตรงเข้ามา ไม่ต้องพูดอะไรก็ไขให้แต่โดยดีเมื่อเธอมองเห็นปวีณ เมื่อเปิดได้แล้วจึงเดินไปในตัวบ้านเพื่อไปบอกให้แม่เขารู้ว่าเขากลับมาแล้ว

 

 

“นี่ คุณ!!”

 

 

“มีอะไร”ตอบพลางมองไล่ไปยังข้อมือที่ถูกเด็กหนุ่มจับกุมไว้ด้วยไม่ต้องการให้เขาเข้าไปภายใน

 

 

“กลับ-ไป-ได้-แล้ว” ปวีณพูดเสียงกระแทกเน้นๆ

 

 

เด็กหนุ่มแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปก่อนธรรศที่เดินตามเข้ามาเรื่อยๆ  หันมาถลึงตาใส่เป็นเชิงไล่แต่ก็ไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสะทกสะท้าน ตัดสินใจยกแขนกันไว้เพื่อไม่ธรรศได้ผ่านไปมากกว่านี้

 

 

ระหว่างที่อีกคนพยายามกั้นส่วนอีกคนพยายามหลบ หญิงร่างท้วมพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าที่เดินเข้ามาก็ส่งเสียงทัก

 

 

“วิน กลับมาแล้วเหรอ .. ธรรศใช่ไหมลูก”

 

 

ปวีณตั้งใจจะขานตอบคำของแม่ตัวอยู่หรอก หากท้ายประโยคนั้นแม่จะไม่ทักไอ้คนหื่นกามนี่ด้วย ดูดีใจที่ได้เจอมันเสียอีก

 

 

หมายความว่ายังไง แถมทักเหมือนรู้จักกันมานานแล้วอีกต่างหาก!!???

 

 

“ผมเองครับน้าอร” คนที่ปวีณนึกบริภาษอยู่ในใจพนมมือไหว้แม่ของเขาทันทีที่เห็น

 

 

“ไม่เจอกันนานเลยนะธรรศตั้งแต่เรากับพ่อย้ายบ้านไปน่ะ โตเป็นหนุ่มแล้วหล่อเชียว” เฮอะ หล่อแต่เลว มันช่วยอะไรรึไง

 

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ น้าอรเองก็ยังสวยไม่เปลี่ยนเลย” ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล

 

 

แม่ของเขากับยักษ์หื่นกามยังคงคุยกันต่อโดยทิ้งให้ปวีณอยู่นอกวงเป็นที่เรียบร้อย คิ้วสีจางขมวดมุ่นเข้าหากัน เนื้อความที่ทั้งคู่ได้สนทนาคล้ายจะกวนเอาความทรงจำบางอย่างที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ให้ฟุ้งขึ้นมา นัยน์ตาเรียวหรี่ลงกว่าเดิมเมื่อหวนคิดถึงเรื่องเมื่อก่อน

 

 

ธรรศหรือ..

 

 

สุดท้ายแล้วปวีณก็นึกออก ที่แท้หมอนี่ก็เป็นพี่ข้างบ้านเดิมที่เขาเคยอยู่ก่อนย้ายมาอยู่หมู่บ้านนี้ เขาเคยไปเล่นด้วยบ่อยๆเมื่อตอนเด็กๆ รู้สึกว่าช่วงนั้นจะยังแค่หกเจ็ดขวบเองมั้ง แต่พอเขาอยู่สักป.สี่อีกฝ่ายก็ย้ายบ้านไปหลังจากแม่เสีย จากที่แม่และธรรศพูดโต้ตอบกันทำให้ปวีณปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองได้ว่าพ่อของธรรศได้สร้างเนื้อสร้างตัวจนเริ่มพอมีฐานะแล้วตัวธรรศก็เป็นคนที่ทำให้มันยิ่งใหญ่จนทุกวันนี้

 

 

เขาไม่อยากเชื่อว่าพี่ชายที่ดูนิ่งๆแต่ใจดีคนนั้นโตมาจะเลวได้ขนาดนี้

 

 

เรื่องเมื่อก่อนปวีณจำแทบไม่ได้แล้ว ถ้าไม่มีใครมาคุ้ยมันก็คงถูกฝังลืมไปเป็นที่เรียบร้อย ภาพพี่ชายคนนั้นในความทรงจำ.. นึกออกเพียงแค่อีกฝ่ายใจดีกับเขามากจริงๆ เพราะเป็นลูกคนเดียวจึงอยากมีน้อง

 

 

เห.. อย่าบอกนะว่าหมอนี่โรคจิตฝังใจกับตัวเขามาตั้งแต่เด็กน่ะ

 

 

 

 

 

 

ราวกับจะล่วงรู้ถึงความคิดเขา เมื่อมีโอกาสได้นั่งกันอยู่เพียงสองคนที่ห้องรับแขกธรรศจึงเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมา

 

 

“พี่ว่าวินคงมีเรื่องอยากถามพี่หลายเรื่อง”

 

 

“อือ ก็บอกมาให้หมดสิ”

 

 

“มานั่งใกล้ๆพี่สิ”พูดพลางตบลงกับที่ว่างข้างๆตัว

 

 

เด็กหนุ่มไม่ตอบอะไรแต่ชักสีหน้าแล้วส่งสายตาขวางขุ่นไปให้แทน เรื่องอะไรจะต้องไปนั่งด้วย นี่เขาเลือกนั่งโซฟาเดี่ยวก็เพราะจะได้ไม่ต้องเข้าใกล้หมอนี่อีก

 

 

“ก็ตามใจนะ ถ้าวินอยากให้คนอื่นรู้เรื่องระหว่างเราด้วย คุยกันห่างๆก็ดี เปิดเผยดี”คำเตือนที่ทำเอาปวีณย้ายก้นไปนั่งข้างๆธรรศเสียแทบไม่ทัน แต่ยังคงเว้นระยะอยู่บ้าง นัยน์ตาเรียวเล็กขู่ฟ่อๆดูเฮี้ยวจนคนมองต้องขยับยิ้ม แกล้งยกแขนวางพาดกับพนักจนคล้ายๆว่าร่างเล็กจะโดนเขาโอบอยู่กลายๆ

 

 

“เล่ามา”

 

 

สั่งเขาเสียเสียงเข้มแต่ตัวก็เริ่มสั่นๆ ตาตี่ๆฉายแววตื่นอย่างปิดไม่ค่อยอยู่ คงจะกังวลถึงเรื่องที่บ้านด้วย

 

 

..น่ารักขนาดนี้ถ้าเขาอดใจไม่ไหวปล้ำจูบกลางบ้านก็อย่าว่ากันเลยนะ

 

 

“ที่เราเคยรู้จักกันน่ะจริงอยู่ แต่พี่ไม่ได้ชอบเด็กผู้ชายหรอกนะ คนที่พี่เคยคบๆด้วยเป็นผู้หญิงมาตลอด อีกอย่างเรื่องสมัยก่อนมันก็เลือนๆไปเยอะแล้ว สิบหกปีแล้วนี่นา.. มันเป็นความบังเอิญมั้งที่เราได้เจอกันอีกครั้ง พี่ไปเยี่ยมแม่ของลูกน้องพี่ที่คณะของวิน ก็เห็นหมอเด็กๆ ตัวแห้งๆหน้าตี๋ๆวิ่งไปวิ่งมาอยู่ข้างใน..”พูดถึงตรงนี้ก็ก้มหน้าลงมามองคนที่นั่งข้างๆ แววหวานในนัยน์ตาคมสร้างความรู้สึกแปลกๆให้กับเด็กหนุ่มด้วยไม่เคยถูกมองอย่างนี้จากใครหน้าไหนมาก่อน แต่เจ้าตัวก็เสปิดมันไว้ด้วยการต่อปากต่อคำ

 

 

“แล้วไง อยากโดนเจาะเลือดบ้างเหรอ”

 

 

ธรรศไม่ได้สนใจกับคำพูดกวนอารมณ์ เลือกที่จะเล่าต่อแทน “วันนั้น ท่าทางในวอร์ดจะดูยุ่งๆ พี่เห็นนักศึกษาแพทย์คนเดิมขึ้นไปปั๊มหัวใจให้คนไข้จากช่องว่างของม่านที่เผยอเปิดอยู่ พอลงมาเสร็จก็ดันมาทำตาดุใส่พี่ซะงั้น แล้วรูดม่านปิดเสียมิดเลย”ธรรศอมยิ้มออกมาเมื่อพูดถึงตรงนี้

 

 

“อ้อ คุณนี่เอง”

 

 

“จำได้ด้วยเหรอ”

 

 

“จำหน้าคุณไม่ได้หรอก แต่ปกติไม่ค่อยได้ดุญาติคนไข้ก็เลยพอจำได้ว่าทำตาดุใส่ญาติอยากรู้อยากเห็นไปทีนึง คนไข้เป็นญาติตัวหรือก็ไม่ใช่”

 

 

“ก็ม่านมันเปิดเอง พี่ก็เลยอยากรู้บ้างว่าหมอทำอะไรกัน ไม่เข้าใจว่าทำอะไรแต่ละทีต้องปิดม่านกันตลอด”

 

 

“มันไม่ใช่ภาพน่าดูนักหรอกคุณ โดนปั๊มหัวใจเชียวนะ สายน้ำเกลือระโยงระยาง มีท่อช่วยหายใจใส่อยู่อีก ถึงเป็นญาติของคนไข้เองเราก็ไม่อยากให้เห็น ไม่มีญาติที่ไหนทำใจดูมันได้หรอก อีกอย่าง ระหว่างปั๊มอาจจะต้องมีใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ยาที่ต้องให้ทางเส้นเลือดหลายๆตัว นาทีนั้นมันนาทีชีวิต เราต้องเร็ว ถ้ามีคนมามุงมาออเยอะๆมันทำงานไม่ได้”

 

 

พอคำถามวกเข้ามาเป็นเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่และการเรียนแล้วปวีณดูจะตอบอธิบายเสียอย่างดี ท่าทีจริงจังทำให้เรียวปากบางยกยิ้ม มองแขนตัวเองที่ตอนนี้ได้พาดกับบ่าเล็กเป็นที่เรียบร้อยแต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่รู้

 

 

“อย่าบอกนะว่าคิดพิเรนทร์กับผู้ชายแค่โดนทำตาดุใส่น่ะ” คำพูดหวาดระแวงทำให้ชายหนุ่มหลุดหัวเราะ ปวีณนิ่วหน้าคิด นี่ถ้าที่เขาดักคอเป็นเรื่องจริง วิธีการไล่หมอนี่ไปเขาไม่ต้องทำตาหวานปั้นยิ้มใส่หรอกเหรอ นึกแล้วก็ขนลุก!

 

 

“ไม่ได้พิเรนทร์ แต่รู้สึกสะดุดใจต่างหาก ตั้งแต่เกิดมาคนที่กล้าทำหน้าตาแบบนั้นใส่พี่นี่นับคนได้นะ ก็เลยได้สังเกตพฤติกรรม แล้วก็คิดว่า.. น่ารักดี”

 

 

“อะไร พฤติกรรมอะไร”

 

 

“เวลาอยู่กับคนไข้วินใส่ใจเขาดี  แล้วก็วิ่งหัวปั่น ทำงานนู่นนี่นั่นตามแต่จะได้รับคำสั่ง โดนพยาบาลแว้ดมั่ง โดนอาจารย์ดุใส่มั่ง .. แต่ตาตี่ๆที่แทบจะเป็นเส้นเดียวนั่นก็ไม่เคยยอมแพ้เลยนี่นะ”

 

 

เนื้อความธรรมดาๆแต่มันกลับกระแทกใจของปวีณเสียได้โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย

 

 

.. สิ่งที่เขาพยายามทำ  มีคนมองเห็นสินะ

 

 

ถึงจะเข้ามาเรียนหมอด้วยความตั้งใจของตัวเอง แต่เมื่อเรียนผ่านไปมากขึ้น วนผ่านการรักษาผู้ป่วยแต่ละแผนกที่แตกต่างกันก็ทำให้รู้ตัวเองว่าชอบเรียนอะไร ชอบการทำงานสไตล์ไหน กับวอร์ดอายุรศาสตร์ที่ธรรศได้เจอเขาอีกครั้งนั้นปวีณบอกได้แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ทางของเขา เขาไม่มีความชอบและความสนใจในการทำงานด้านนี้ ออกจะไม่ชอบเอามากๆเสียด้วย โดยเฉพาะบรรยากาศหลายๆอย่าง ทั้งการทำงานที่หนัก ความเครียดความกดดันที่มากเกินพอดี รวมถึงลักษณะนิสัยที่แผนกนี้ต้องการหากแต่มันไม่ใช่ตัวเขา

 

 

อยู่เวรมีห้องนอนให้ แต่บางคืนก็ไม่ได้นอนสักงีบ เพราะอาการคนไข้ไม่คงที่ .. เช้ามาก็ต้องเรียนและทำงานจนค่ำมืด 

 

 

มื้อเที่ยงก็กลายเป็นสักบ่ายสาม ส่วนมื้อเย็นก็สักสี่ทุ่ม .. มื้อเช้า ขนมปังแผ่นนึง..ถ้าได้กินก็ดีไป

 

 

 คงเพราะใจต่อต้านมาก.. จึงมีเพียงคำสองคำที่ทำให้ยังยืนอยู่ได้

 

 

หน้าที่ และ ความรับผิดชอบ

 

 

 

ไม่เคยคาดหวังว่าจะต้องได้รับคำพูดใดๆ ไม่เคยร้องขอการยอมรับเพราะรู้ตัวดีว่ายังไม่ใช่หมอจริงๆ  ..แต่การที่มีคนมองเห็นในสิ่งที่พยายามลงไป

 

 

มันก็ทำให้หัวใจแช่มชื่นขึ้นอย่างน่าประหลาด

 

 

 

“ตอนที่เจอวินพี่ก็ยังจำไม่ได้หรอก แต่หลังจากตามดูเรามาจะเดือนก็เริ่มคุ้นๆ ลองให้ลูกน้องช่วยหาเรื่องเกี่ยวกับตัววินเลยได้รู้ว่าวินคือเด็กข้างบ้านพี่คนนั้น” เสียงทุ้มที่เล่าต่อดึงเด็กหนุ่มออกจากห้วงความคิด

 

 

ปวีณนิ่วหน้า ทำมาเป็นพูดดีว่าให้ลูกน้องช่วยหา ความจริงก็คือสั่งสืบเรื่องเขาไม่ใช่เรอะ!

 

 

“แล้วคุณบอกแม่ผมยังไงเรื่องที่ผมไม่ได้กลับบ้าน”       

 

 

“บอกว่าไปเจอวินที่ผับ ได้คุยกันเลยจำได้ กว่าผับจะปิดก็ดึกเลยชวนวินไปค้างที่บ้าน”

 

 

คำตอบที่ปวีณถลึงตาใส่ พูดมาได้ ชวน?? นั่นเขาเรียก ลัก-พา-ตัว ว้อย!!

 

 

“โกหกหน้าด้านๆ”

 

 

“เพิ่งรู้ว่าวินอยากให้บอกความจริง ดีเลย พี่จะได้ขอวินจากน้าอรเสียวันนี้”

 

 

“จะบ้าเรอะ!!” เด็กหนุ่มแว้ดเข้าให้ ขัดใจจริงๆ รู้สึกว่าเถียงกันทีไรมีแต่เขาที่เข้าตัว หงุดหงิดชะมัด

 

 

 

 

คุยกันต่ออีกสักสองสามคำแม่ของเขาก็มาตามให้ไปทานมื้อเย็นโดยมีอดีตพี่ชายข้างบ้านเดินตามไปด้วย ท่าทางว่าแม่ของเขาจะดีใจมากที่ทั้งเขาและธรรศสนิทกันจนนั่งโอบไหล่ได้ ความจริงข้อนี้ทำเอาปวีณผงะ เพราะไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเข้าไปใกล้ชิดกับธรรศขนาดนั้นถึงเมื่อไหร่ จำได้ว่าตอนนั่งครั้งแรกก็ยังนั่งห่างๆอยู่ ไอ้พี่ชายข้างบ้านหื่นกามนี่มันมือไวชะมัด

 

 

น้องสาวสองคนของปวีณคือ ไวน์และวิวลงมาจากชั้นบนเมื่อสาวใช้ขึ้นไปตาม ไวน์ น้องสาวที่ห่างจากปวีณเพียงปีเดียวพอจะนึกเรื่องธรรศออกบ้างเมื่อแม่ของเขาเล่าให้ฟัง ส่วนวิวที่ตอนนั้นยังไม่ถึงขวบดีไม่สามารถจำอะไรได้อยู่แล้ว แต่ทั้งคู่ก็ดูจะปลื้มพี่ชายคนนี้กันอย่างออกนอกหน้า จนคนหวงน้องอย่างปวีณหน้าเบ้

 

 

ด้วยความที่เป็นพี่ชายคนโต ปวีณจึงถือว่าการดูแลน้องๆเป็นหน้าที่ของตัว เพราะฉะนั้นชายหนุ่มทุกคนในชีวิตของทั้งไวน์และวิวจึงต้องผ่านการคัดกรองจากเขา เรื่องนี้ทั้งเพื่อนที่มหาลัยของไวน์และโรงเรียนของวิวต่างรู้กันดี ใครหน้าไหนอยากจะจีบสองสาวนี่ให้ติดต้องเข้าทางคุณพี่ชายเท่านั้น ส่วนแม่เขาน่ะหรือ .. ยกการควบคุมความประพฤติน้องให้เป็นสิทธิขาดของเขาตั้งนานแล้ว

 

 

สำหรับธรรศที่มีดีที่หล่อ รวย แต่ดันเลวแบบนี้ ปวีณปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเปิดโอกาสให้ใกล้ชิดกับน้องสาวแน่นอน

 

 

 

 

 

“พี่ธรรศ ลองทานนี่สิคะ”เด็กสาวหน้าตาสะสวยตักไก่อบน้ำผึ้งใส่จานของแขกที่ตอบกลับด้วยคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

 

 

พี่ธรรศ เขาทานเองได้หรอกไวน์”

 

 

ปวีณต้องพยายามรั้งตัวเองไว้ไม่ให้เผลอชักสีหน้าใส่ เพราะไม่อยากโดนแม่ต่อว่า เพราะเมื่อครู่ก็โดนไปทีเรื่องที่เรียกธรรศว่า คุณ ไม่เรียก พี่ แถมยังแทนตัวเองว่า ผม อีก คำสั่งของแม่เข้าทางคนหล่อเลวข้างๆเขาพอดี ‘เรียกพี่เขาดีๆแล้วแทนตัวเองด้วยชื่ออย่างสมัยก่อนสิลูก’

 

 

โธ่ว้อย!! แล้วไอ้พี่ธรรศนี่มันยังดีอยู่เหมือนเมื่อก่อนรึเปล่าล่ะ

 

 

หื่นกามก็เท่านั้น!!

 

 

ไม่ได้อยากนั่งกินข้าวข้างๆไอ้บ้านี่สักนิด แต่ก็กลัวว่าน้องคนใดคนหนึ่งจะต้องมาอยู่ใกล้มัน เพราะแม่ก็ต้องนั่งหัวโต๊ะอยู่แล้ว

 

 

“แล้วน้องไวน์ตั้งใจจะเปิดร้านเองรึเปล่า”

 

 

ธรรศหันมาถามน้องสาวคนรองของเขา ไวน์เรียนทำอาหารอยู่ เจ้าตัวตั้งใจว่าจะเป็นเชฟเน้นทำพวกขนมหวาน รู้สึกว่าจะเรียก ปาๆ อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ

 

 

“ก็อยากอยู่ค่ะพี่ธรรศ แต่ไวน์ไม่มั่นใจเหมือนกัน”ดวงตาเรียวสวยของเด็กสาวทอประกายยินดีเมื่อพูดถึงสิ่งที่ตัวต้องการแต่ก็หม่นแสงลงเมื่อคิดถึงเหตุผลอื่นๆ

 

 

“น้าก็อยากเปิดให้เขาอยู่หรอกธรรศ แต่มันหลายเรื่อง ไหนจะต้องหาที่หาทาง เงินทุน คนจัดการร้านอีก แค่อู่แท็กซี่น้าก็ยุ่งมากแล้วล่ะธรรศ ไวน์ก็ยังเรียนไม่จบ วิวก็เพิ่งจะม.ห้า ส่วนตาวินเนี่ย ควรจะจบได้แล้วแต่ดันเรียนนานแถมยุ่งซะจนบางทีก็ไม่ได้กลับมาบ้าน ก็ไม่รู้จะหาใครมาดูแทนเหมือนกัน”

 

 

“แม่ หลักสูตรของวินมันหกปีนะแม่ ไม่ใช่สี่ปี อย่าพูดเหมือนวินเรียนไม่จบสักทีสิ” คำโวยของเขาทำให้ชายหนุ่มที่นั่งข้างๆหัวเราะเบาๆ จนปวีณต้องแอบไปทำตาดุถาม

 

 

“ขำอะไรฮะ!!” พูดกดเสียงไว้แค่ให้ได้ยินกันสองคน แต่ธรรศไม่ยอมตอบอะไรกลับถามถึงพ่อของเขาแทน

 

 

“แล้วน้าภาสล่ะครับ ผมไม่เห็นน้าเลย”

 

 

ทั้งโต๊ะเงียบกันไปชั่วขณะก่อนที่แม่ของเขาจะยิ้มน้อยๆออกมา

 

 

“น้าภาสเขาเสียไปแล้วน่ะลูก ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน”

 

 

ธรรศอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะรีบเอ่ยปากขอโทษขอโพย นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นถ่ายทอดความเสียใจออกมาอย่างชัดแจ้ง นึกต่อว่าหน่อยๆว่าอีกฝ่ายเล่นละคร หากปวีณรู้ดีแก่ใจว่าถ้าเขาไม่อคติ ธรรศก็คงจะเสียใจอย่างที่ว่าจริงๆนั่นแหละ เด็กหนุ่มตัดสินใจวกกลับเข้าเรื่องเดิมที่คุยกันมาแต่แรกเสียเอง ไม่อยากให้บรรยากาศมันกร่อยนัก แปลกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าพ่อเขาเสียไปแล้วทั้งๆที่ให้คนตามข่าว แต่ปวีณก็ปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

 

 

“เรื่องร้านน่ะไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงเรียนจบแล้วไวน์ก็กะไปสมัครทำที่โรงแรมก่อนไม่ใช่หรือไง รอให้มีประสบการณ์ก่อน จะเปิดร้านค่อยเปิด ถึงเวลานั้นวินก็มีเวลาแล้วก็เงินพอช่วยน้องแล้วล่ะ”

 

 

“น้องไวน์อยากมีร้านของตัวเองจริงๆล่ะสิ เอางี้ไหม .. มาหุ้นกับพี่แล้วกัน น้องไวน์รับหน้าที่ปาร์ติซิเยร์ไป เดี๋ยวเรื่องอื่นๆพี่จัดการให้”

 

 

“อย่าดีกว่าครับพี่ธรรศ ไวน์ยังเรียนอยู่ วินอยากให้ไวน์เขาตั้งใจกับการเรียนมากกว่า” ปวีณพูดมาเสียงเรียบ ความจริงจังในน้ำเสียงกับดวงตาที่หรุบลงต่ำแบบเกรงๆของไวน์ทำให้ธรรศประหลาดใจหน่อยๆ แต่มันก็จางไปเมื่ออรวิมลได้เฉลยคำตอบ

 

 

“เจ้าวินเขาเป็นอย่างนี้แหละธรรศ ถ้าเป็นเรื่องน้องนะ ดุขึ้นมาเชียว เดี๋ยวนี้ไวน์กับวิวไม่ได้กลัวน้าแล้ว กลัวคำขาดของวินที่สุด ยิ่งน้าภาสไม่อยู่นะ ยิ่งดุกว่าเดิมเป็นสองเท่า ถือว่าเป็นผู้ชายคนเดียวของบ้านแล้วนี่นะ”

 

 

“ก็มันจริงไหมล่ะแม่ วินว่าแม่ตามใจน้องเกินไปด้วยซ้ำ”

 

 

“เรื่องร้านน่ะ ธรรศสนใจจะหุ้นจริงๆเหรอลูก”

 

 

“แม่ครับ!!”

 

 

ปวีณหันไปทำตาดุใส่แทบไม่ทันเมื่อเห็นธรรศพยักหน้ารับ คนข้างๆตัวเขาอ้างถึงตอนเด็กๆที่เคยเห็นไวน์เล่นทำขนมขาย จำได้ว่าตอนนั้นทั้งธรรศและปวีณต่างต้องเป็นลูกค้า คราวนี้น้องคนนี้ตั้งใจจะทำขนมขายจริงๆก็เลยอยากเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง และแม่เขาก็เห็นดีเห็นงามด้วยแต่ไม่ต้องการให้ธรรศออกทุนให้ ขอแค่ช่วยเรื่องที่ทางกับคนจัดการร้านก็พอซึ่งพ่อคนรวยนั่นก็รับปากดิบดี ขอแค่มีหุ้นนิดหน่อยในร้านก็พอแล้ว 

 

 

ปวีณนึกหงุดหงิดอยู่ในใจ อย่างนี้ก็แปลว่าหมอนี่มันจะมาบ้านเขาได้อีกบ่อยๆน่ะสิ หรือถ้าไปเฝ้าน้องเวลาทำงานที่ร้านก็ต้องเจอไอ้หื่นกามนี่ด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด

 

 

พอทานข้าวกันเสร็จปวีณก็เริ่มไล่ธรรศด้วยสายตา จังหวะที่แม่ของตัวไม่ทันสังเกตก็ออกปากเชิญแขกกลับคอนโด เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจที่ธรรศยอมทำตามอย่างง่ายดาย แต่มันก็แค่แป๊บเดียว เพราะแม่ทำท่าเสียดายที่ไม่ได้เจอกันตั้งเป็นสิบปี แต่วันนี้ธรรศยอมอยู่คุยด้วยแค่ไม่ถึงสามชั่วโมง ตัดพ้อกับชายหนุ่มรูปหล่อตรงหน้าเสียจนปวีณกลัวว่าพ่อที่หลับปุ๋ยบนสวรรค์จะหึง ธรรศจึงรับปากว่าจากนี้จะมาหาบ่อยๆและพาลุงเอก พ่อของธรรศ มาเยี่ยมด้วย  

 

 

ทั้งแม่ทั้งน้องสาวสองคนเดินมาส่งธรรศที่ต้องขับรถกลับคอนโด อยากจะส่งพ่อคนเก่งนักก็ไปซิ แล้วจะมาลากเขาให้ไปด้วยทำไม มีปัญญามาได้หมอนั่นก็กลับได้ล่ะน่า

 

 

“ไม่ต้องดื้อเลยตาวิน เราน่ะ ไปเมาแล้วสร้างความเดือนร้อนให้พี่เขารึเปล่า”

 

 

คำกล่าวหาที่เด็กหนุ่มได้แต่กัดฟันกรอด ไปสร้างความเดือดร้อนบ้าอะไรเล่า โดนมันลากจับไปทำเมียต่างหาก

 

 

ธรรศบอกลาทุกคนรวมๆก่อนจะหันมาแช่สายตาไว้กับเขา สายตาสื่อความนัยทำให้ปวีณหน้าหงิก เด็กหนุ่มบรรจงใส่ความเกลียดชังลงไปทางแววตาอย่างเปิดเผย..โดยไม่ให้แม่ตัวเองรู้

 

 

พบกันที่บทส่งท้ายค่ะ

ตอนที่5แล้วน่อ เรื่องนี้ จะมีทั้งหมด หกตอนค่ะ ไม่นับบทนำกับบทส่งท้าย

 

ยังคิดอยู่ว่าจะอัพบทที่6กับบทส่งท้ายพร้อมกันเลยดีไหม อ่านกันตาแฉะไปเลย 555

 

จะจบแล้วเรื่องนี้ อิอิ

 

สำหรับตัวละคร ทุกคนด่าไอ้ธรรศ 555 ไม่แปลก เรื่องนี้เกิดจากการสนองความหื่นของตัวกะล่อนเองอยู่แล้ว แต่กะล่อนก็ตั้งใจแต่งนะคะ อยากให้ออกมาดีๆเหมือนกัน สร้างมากับมือ ยังไงก็รักน่อ

 

เห็นมีหลายคนอยากเห็นเพื่อนกะล่อน คือ อย่านึกว่ามันน่ารักนะคะ อย่างที่บรรยายไป ขาวๆ ตาตี่ๆ อาตี๋ธรรมดาๆนี่ล่ะ ปากงี้ สุดๆ 555 ที่เอามาจากมันส่วนใหญ่จะเป็นนิสัยซะมากกว่า แต่ก็แต่งเพิ่มเอาหน่อย เนื่องจากว่าไม่รู้ปฏิกิริยาจริงๆของมันถ้าโดนแบบน้องวินในเรื่อง มันอาจจะชอบ เอิ๊กกกกก (ป่านนี้มันคงนั่งจาม)

 

สำหรับตอนนี้ คิดเรทอีกแล้วอะค่ะตะเอ๊งงงงงงง  >.<

 

แต่งเรทเยอะๆ ก็เขินเหมือนกันนะ

 

ไปอ่านกันเถอะค่า

 

 

เหตุเกิด..เพราะอยากเที่ยว 

 

บทที่ 5 

 

ปวีณมารู้สึกตัวเอาอีกทีในยามสายของอีกวัน อาการร้าวระบมไปทั่วร่างโดยเฉพาะบริเวณสะโพกเล่นงานเด็กหนุ่มอีกครั้ง สิ่งขึ้นหนึ่งที่ผิดไปจากเมื่อวานคือวันนี้เขาอยู่ในชุดนอนสีน้ำเงินเข้ม ตัดสินจากขนาดตัวปวีณก็แน่ใจว่านี่เป็นชุดของธรรศ คราบไคลจากการร่วมรักเมื่อคืนถูกชำระล้างให้จนหมด

 

 

ใบหน้าขาวระเรื่อขึ้นเมื่อความคิดประหวัดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ร่างกายของเขาถูกกระตุ้นจนความต้องการทะยานสูง ร่างที่ทาบทับอยู่เบื้องบนกลับหยุดทุกอย่างให้ชะงักค้าง เรียกร้องให้เขาเอ่ยคำอ้อนวอนจึงจะยอมมอบความสุขให้

 

 

‘พี่ธรรศ ช่วยวินด้วย’

 

 

ถ้อยคำที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต..ที่ต้องเอื้อนเอ่ยออกมาหลายๆครั้งในคืนเดียว

 

 

เจ็บใจนักแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

 

 

ไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะยันตัวขึ้นนั่งดีๆประตูห้องก็ถูกเจ้าของเปิดเข้ามา ร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขายาวเดินตรงมาที่เขา

 

 

“ตื่นแล้วเหรอวิน”

 

 

ในใจนึกอยากจะสวนไปว่า ‘หลับอยู่มั้ง’ แต่ก็กลัวว่าจะโดนดีเลยเลือกที่จะเงียบแทน

 

 

ร่างเล็กถูกกดไหล่ให้นอนราบไปกับเตียงจนตาตี่ๆเบิกกว้างด้วยความตกใจ คนตรงหน้าเขามันนึกหื่นขึ้นมาอีกแล้วเหรอ!!

 

 

ธรรศพรมจูบไปทั่วใบหน้าเนียน ก่อนจะมาจบที่ริมฝีปากบวมเห่อ กัดเบาๆที่กลีบปากล่างเป็นเชิงหยอกก่อนจะบดเบียดแล้วส่งลิ้นร้อนไปช่วงชิงความหวานภายในอย่างที่ทำไปเมื่อคืน

 

 

“ชักไม่อยากไปไหนแล้วสิ” ไม่พูดเปล่าแต่สอดมือเข้ามาไล้ผิวเรียบลื่นใต้ร่มผ้าด้วย

 

 

“ไอ้บ้ากาม”

 

 

“อืม บ้ามากๆด้วยล่ะวิน”ตอบรับมาหน้าตาเฉยพลางซุกไซ้ไปตามซอกคอกรุ่น

 

 

จ๊อกกกกกก เสียงท้องร้องของปวีณครั้งนี้กลายเป็นสัญญาณช่วยชีวิต ธรรศยอมเงยหน้าขึ้นมา เรียวปากบางยกยิ้มให้เขาน้อยๆ โอบประคองเขาให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ

 

 

“ล้างหน้าล้างตาแล้วไปทานข้าวเช้ากันนะ พี่ทำไว้ให้แล้ว”

 

 

สีหน้างุนงงกับคิ้วสีจางที่ขมวดเข้าหากันคงบอกใบ้ให้ธรรศนึกรู้ว่าเด็กหนุ่มคิดอะไร

 

 

“เรียนอยู่เมืองนอกคนเดียวตั้งนานพี่ก็พอทำอะไรง่ายๆเป็นอยู่หรอก รับประกันว่ากินได้แน่”ดวงหน้าคมส่งยิ้มอ่อนหวานให้เขา นี่ถ้าผู้หญิงคนไหนๆมาเห็นคงได้มีละลายกันบ้างล่ะ แต่ไม่ใช่สำหรับปวีณแน่ๆ

 

 

ธรรศอุ้มปวีณไว้อย่างเมื่อวาน แน่นอนว่าปวีณก็ดิ้นอย่างเมื่อวานเหมือนกัน ผู้ชายแท้ๆที่ไหนจะชอบให้มีคนมาอุ้มท่าเดียวกับอุ้มเจ้าสาวเข้าหอแบบนี้เล่า ร่างสูงระบายลมหายใจออกน้อยๆกับอาการต่อต้าน

 

 

“รู้ว่าดิ้นแล้วเจ็บก็ยังจะดิ้นนะวิน”

 

 

“มีขา เดินเองได้”

 

 

“กว่าจะเดินไปถึงจะจับกบได้กี่ตัวล่ะ”

 

 

“ยุ่ง!”

 

 

“เต็มใจจะยุ่ง”

 

 

หน้าด้าน หน้าทน ไม่มีใครเกิน ปวีณได้แต่ทำหน้างอหงิกใส่คนที่อุ้มตัวเองอยู่ ตัวเขาไม่ใช่เบาๆเสียหน่อย จะอุ้มก็อุ้มไป

 

 

 

 

ข้าวต้มกุ้งร้อนๆส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วจมูกอยู่ตรงหน้า เด็กหนุ่มไม่รอช้าที่จะหยิบช้อนขึ้นมาตักเข้าปาก เขารู้สึกหิวตั้งแต่รู้ตัวตื่นแล้ว ปกติก็ไม่ได้ถนัดจะกินข้าวเช้านักเพราะแค่ตื่นให้ไปทันราวน์วอร์ดก็แทบแย่ ทุกทีก็วิ่งคาบขนมปังไปหลบๆกินมันตรงหน้าหอผู้ป่วย แต่กิจกรรมเข้าจังหวะเมื่อคืนทำให้โหยหาอาหารหนักท้องไปโดยปริยาย

 

 

ระหว่างที่กินปวีณรู้ตัวอยู่ตลอดว่าถูกจับจ้อง ในนัยน์ตาคมกริบคู่นั้นฉายเงาแห่งความสุขออกมาชัดแจ้ง .. จะบ้าเหรอไง มีความสุขอะไรนักหนากับการมองเขากินข้าวเนี่ย แล้วเมื่อปวีณจัดการจนหมดชามเรียวปากหยักสวยนั่นก็ฉีกยิ้มกว้าง ปวีณตัดสินเอาเองว่าคนตรงหน้าท่าจะเพี้ยน

 

 

หลังเขาทานกันเสร็จธรรศก็เป็นคนยกจานชามไปเก็บล้าง ปวีณไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดที่ไม่ได้ไปช่วย ทำดีแค่นี้แลกกับเวอร์จิ้นของเขามันไม่มีทางเพียงพอ เดาะยาแก้ปวดแก้อักเสบในมือที่อีกฝ่ายส่งให้ ปวีณสั่งให้ธรรศเอายาตัวนี้ไว้ให้ เพราะถูกทำทีไร ตื่นมาอีกทีก็ปวดเมื่อยเนื้อตัว รู้ดีเลยว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้ได้นอนซมแน่ๆ

 

 

หวังว่าเขาคงไม่ต้องกินมันจนเป็นแผลในกระเพาะหรอกนะ

 

 

หรือเขาควรหยุดกินแล้วปล่อยให้ตัวเองไม่สบายดี ไอ้ยักษ์โรคจิตนี่จะได้เลิกหื่นกามเสียบ้าง แต่คิดไปคิดมา ถ้าถูกทำทั้งๆที่ยังเป็นไข้คงไม่จืด เด็กหนุ่มกลอกตาไปมาก่อนจะจับยาเม็ดแคปซูลเข้าปากแล้วดื่มน้ำตาม

 

 

 

 

ชายหนุ่มบอกให้เขาไปอาบน้ำแต่งตัวเพราะวันนี้จำเป็นต้องออกไปที่บริษัท ปวีณนึกดีใจกะจะถือโอกาสนี้กลับบ้านเสียเลยแต่คนเผด็จการก็ไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นบังคับให้เขาไปด้วยให้ได้อยู่ดี มือแข็งแรงลากเขาลงมาจากคอนโดสุดหรูที่ปวีณเพิ่งสังเกตเห็นว่าชั้นบนสุดนี้มีประตูห้องบานเดียว โอเค เขาไม่นึกแปลกใจกับความกว้างของห้องที่ได้เห็นแล้วล่ะ

 

 

ธรรศที่อยู่ในชุดสูทแบรนด์ราคาแพงระยับมาหยุดเอาตรงหน้ารถยนต์สีขาวที่มีตราม้าพยศบ่งบอกสัญชาติ เปิดประตูให้เขาเข้าไปนั่งด้านข้างคนขับก่อนที่เจ้าตัวจะเดินอ้อมไปยังอีกฝั่ง บริการกันซะเหมือนผู้หญิงเชียว ท่าทางจะเทคแคร์จนเคยชิน

 

 

“ไม่ต้องเปิดประตูให้ผมอย่างเมื่อกี๊ก็ได้นะ ผมเป็นผู้ชายและไม่ได้พิการ”

 

 

เส้นเลือดที่ขมับเขาคงไม่เต้นตุ้บๆหากเสียงทุ้มที่เปรยขันๆจะหยุดเพียงแค่ประโยคแรก

 

 

“พี่รู้หรอกว่าวินเป็นผู้ชายไม่มีส่วนไหนขาดหาย .. ก็ทั้งจับทั้งจูบมาถี่ถ้วนทั้งตัวแล้วนี่นา”

 

 

ปวีณต้องนับหนึ่งถึงพันในใจ ถ้าเขายังอยากได้ใบประกอบวิชาชีพอยู่จะต้องไม่กระโจนไปบีบคอไอ้คนขับปากมาก ถูกสอนมาให้เป็นผู้ช่วยชีวิตแต่ตอนนี้นึกอยากจะปลิดชีพคนที่นั่งข้างๆให้รู้แล้วรู้รอด ถ้าถามว่าอาชีพไหนที่วางแผนฆ่าคนหรือฆ่าตัวตายแล้วผลสัมฤทธิ์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ไม่พ้นพวกเขานี่ล่ะ ก็เรียนมาไว้ช่วย รู้อยู่หรอกว่าวิธีไหนทำแล้วตายจริงไม่ตายจริง รวมถึงตายทรมานรึเปล่าน่ะ

 

 

อย่างไอ้หมอนี่น่ะมันต้องวางยาให้พอเบลอๆแล้วใช้มีดเถือเนื้อทีละหน่อย มันถึงจะสาสม

 

 

 

 

การที่ได้มาเห็นกับตาทำให้ปวีณยอมเชื่อในข้อมูลทุกอย่างที่ธรรศให้ จะว่าไปเด็กหนุ่มก็สะดุดหูกับนามสกุลอีกฝ่ายตั้งแต่ได้ยินครั้งแรกแล้วว่าคุ้นๆ  

 

 

ตึกสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่ธรรศก้าวลงจากรถก็มีคนกุลีกุจอมายืนต้อนรับทั้งๆที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ชายในสูทดำส่งถุงใบใหญ่ให้ธรรศด้วยท่าทีนอบน้อมจากนั้นจึงรับกุญแจรถจากธรรศเพื่อนำรถไปเก็บ ร่างสูงแตะแขนให้ปวีณเดินไปด้วยกัน

 

 

ประกายของอำนาจในตัวทำให้เด็กหนุ่มเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินตาม แผ่นหลังกว้างที่นำอยู่เบื้องหน้าดูมั่นคงในทุกย่างก้าว

 

 

บุคลิกแบบนี้ที่เคยนึกอยากเป็น.. ต่อให้พยายามทั้งชาติเขาก็คงไม่มีวันทำได้

 

 

ปวีณอดรู้สึกอึดอัดไม่ได้เมื่อตลอดทางมีแต่คนจับจ้อง รู้อยู่หรอกว่าเดินมากับประธานบริษัท แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดและมีพนักงานบางตาแต่คนที่ไม่ชินกับการเป็นจุดสนใจก็ยังไม่ชอบอยู่ดี สายตาที่มองประธานหื่นกามข้างหน้าเขามันเป็นสายตาที่ยำเกรงและเคารพ หากที่มองมาทางเขาเนี่ยมันมีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย ประกอบกับอาการเจ็บแปล๊บทุกก้าวที่เดินก็ทำให้นึกหงุดหงิดใจผสมไปด้วย

 

 

นี่มันครั้ง เอ่อ.. แรกๆของเขานะ เอาเปรียบกันมาตลอดแล้วยังลากไปไหนมาไหนอีก

 

 

นึกด่าคนที่เดินนำหน้าอยู่ในใจไปทุกก้าว ยิ่งเจ็บก็ยิ่งนึกเกลียด

 

 

 

 

ธรรศเดินมายังส่วนของลิฟต์เดี่ยวที่จัดแยกไว้ห่างจากตัวอื่นๆที่อยู่ติดๆกัน เด็กหนุ่มนึกเดาเอาเองว่านี่น่าจะเป็นลิฟต์ส่วนตัวสำหรับผู้บริหารระดับสูง นิ้วเรียวสวยกดรหัสห้าตัวก่อนประตูกระจกจะเปิดออกให้พวกเขาเข้าไป เพียงไม่นานก็ขึ้นมาถึง

 

 

สิ่งที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้าปวีณคือห้องทำงานโอ่อ่า ชุดโซฟาโทนขาวดำตั้งไว้ตรงซ้ายมือของห้องส่วนด้านขวามีโต๊ะทำงานตัวใหญ่กับคอมพิวเตอร์วางตั้งอยู่

 

 

“พี่มีงานจะต้องเคลียร์นิดหน่อย วินเล่นอะไรรอพี่ก่อนแล้วกัน”พูดพลางส่งถุงในมือให้ ทันทีที่เปิดปวีณก็พบไอแพดสองนอนนิ่งอยู่พร้อมกับขนมขบเคี้ยวหลายอย่างที่ล้วนแต่เป็นของชอบของเขา เด็กหนุ่มขมวดคิ้วทันที 

 

 

“คุณหมายความว่ายังไง”

 

 

“พี่ไม่อยากให้วินเบื่อน่ะ อันนี้พี่ให้เขาลงเกมไว้แล้วนะ” ริมฝีปากที่ยังคงบวมเห่อเม้มเข้าหากันแน่น ด้วยไม่สบอารมณ์นักที่อีกฝ่ายนึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ มองปราดเดียวก็ดูออกว่าไอแพดนั่นมันเป็นของใหม่แกะกล่อง ถ้าจะทำแบบนี้ก็ส่งไอโฟนของเขาคืนมาซะก็หมดเรื่อง กลัวเขาหนีกลับขนาดนั้นเลยรึไง ยังไงๆวันนี้ก็ต้องไปส่งเขาที่บ้านแล้วนี่  

 

 

“อยู่กับคุณต่อให้มีอะไรฆ่าเวลาผมก็เบื่อ”

 

 

“แต่เพราะวินต้องอยู่กับพี่ไง พี่เลยเอามาให้วินเบื่อน้อยลง”เสียงทุ้มที่คงน่าฟังสำหรับสาวๆว่ามาด้วยโทนราบเรียบ แต่ทำไมเขากลับรู้สึกได้ถึงความน้อยใจที่มีแฝงมานะ เขาคงจะประสาทไปเองมั้ง

 

 

เด็กหนุ่มเดินไปนั่งๆนอนๆเล่นไอแพดบนโซฟา บางช่วงก็ลอบสังเกตคนที่นั่งทำงานอยู่ บุคลิกของธรรศยามนี้ผิดกับตอนที่อยู่คอนโดลิบลับ ความเอาจริงเอาจังที่ฉายชัดทำให้ปวีณไม่นึกแปลกใจกับหน้าที่การงานของอีกฝ่าย

 

 

ปวีณเห็นธรรศยกหูโทรศัพท์ตั้งโต๊ะขึ้นมาพูดอะไรสักอย่าง ไม่นานนักหญิงสาวร่างเล็กในชุดทำงานสุภาพก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพร้อมกับชุดเครื่องดื่มและขนมสองชุด เธอวางมันที่โต๊ะทำงานของธรรศชุดหนึ่ง ส่วนอีกชุดวางไว้ที่โต๊ะกระจกตรงโซฟาหน้าตัวเขา ของเขาเป็นโอวัลตินร้อน แต่กลิ่นกรุ่นต่างออกไปที่โชยเข้าจมูกมาด้วยทำให้นึกรู้ว่าอีกฝ่ายสั่งเป็นกาแฟ เด็กหนุ่มทานของว่างที่ถูกนำมาให้จนหมด จากนั้นจึงหยิบไอแพดขึ้นมาเล่น

 

 

ผ่านไปได้สักชั่วโมงกว่าความเครียดทั้งกายและใจที่สะสมมาตลอดสองวันก็เริ่มแสดงอาการอีกครั้ง เขารู้สึกเพลียจนชักจะง่วงๆ มือเรียววางไอแพดในมือลงกับโต๊ะเตี้ยๆหน้าโซฟาก่อนจะล้มตัวลงนอน

 

 

 

 

ปวีณมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เหมือนมีอะไรมายุ่งอยู่แถวๆหน้าแถวๆปาก พยายามใช้มือปัดๆออกแต่ก็ดูจะไม่สำเร็จ ร้องอืออาประท้วงพร้อมกับหันหน้าหนีก็ยังตามมารังควานเขาได้อีก แล้วคล้ายๆว่าหูเจ้ากรรมจะแว่วเสียงหัวเราะหึหึของใครบางคนเสียอีกแน่ะ

 

 

นึกรำคาญจนต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมอง สิ่งที่ได้เห็นทำให้ต้องรีบกระถดตัวถอยหลังจนหัวไปกระแทกกับผนัง

 

 

“โอ๊ย!”

 

 

“เจ็บมากไหมวิน”

 

 

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยระคนขำขันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหมั่นไส้คนตรงหน้าขึ้นมาตงิดๆ ก็หัวโหม่งผนังเพราะหลบอีตาบ้านี่หรอก

 

 

คิ้วสีจางขมวดเข้าหากัน ผนังเหรอ? เมื่อกี๊จำได้ว่านอนไปกับโซฟานี่นา แว่นก็ยังไม่ได้ถอดเลยด้วย นัยน์ตาเรียวเล็กหรี่ลงเพราะมองอะไรไม่ชัด กวาดมองรอบๆตัวด้วยความประหลาดใจ เห.. นี่เขามาอยู่บนเตียงตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วมาห้องนี้ได้ยังไงกันหว่า?

 

 

“พี่เห็นเราหลับ ก็เลยอุ้มมาห้องนี้น่ะ”

 

 

สายตาคำถามจากเขายังไม่จางหาย ร่างสูงที่นั่งอยู่บนเตียงด้วยจึงเอ่ยต่อเสียเอง

 

 

“ห้องนอนของพี่เอง อยู่หลังห้องทำงาน เอาไว้ค้างเผื่อวันไหนงานเยอะ”

 

 

ปวีณพยักหน้ารับด้วยไม่รู้จะพูดอะไร ตอนนี้ชายหนุ่มใส่เพียงเสื้อเชิ้ตแขนยาวที่พับแขนขึ้น เนคไทที่เจ้าตัวผูกมาไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว ยันตัวเองขึ้นมานั่งได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องผลุบเข้าไปอยู่ในวงแขนแกร่ง ลองขยับตัวหนีแต่ธรรศก็ไม่ยอมปล่อยตัวเขาออกจึงได้แต่เลยตามเลย หากยังเกร็งหลังตัวเองไว้ไม่ให้พิงไปเต็มๆกับแผ่นอกกว้างที่ซ้อนอยู่

 

 

หน้าขาวๆงอหงิกชนิดที่ถ้าน้องสาวของเขาเห็นคงรีบหาครีมมาทาให้ด้วยจะแก่เกินวัยไปสักสิบปี กลั้นใจนั่งนิ่งๆไม่พยายามขยับตัวมากยามที่ปลายจมูกโด่งคลอเคลียไปกับผิวแก้ม กลัวว่าจะไปกระตุ้นต่อมหื่นอะไรของคนที่นั่งซ้อนหลังอยู่

 

 

หากไม่ทันไรริมฝีปากบางได้รูปก็เข้ามาทำหน้าที่แทน แนบประทับไปกับลำคอขาวที่เต็มไปด้วยรอยจ้ำจากการย้ำจูบจากนั้นก็ละเลียดชิมเรื่อยมาตั้งแต่พวงแก้มเนียน ขมับหอมแล้วผละมาใบหูนิ่ม เม้มเบาๆคล้ายจะยั่วหยอกจนร่างเล็กผวาเฮือก ยกมือขึ้นกุมใบหูด้วยแก้มสีระเรื่อแต่ก็ยังไม่ปริปากอะไร

 

 

“จะไม่ห้ามพี่เลยเหรอวิน”เสียงทุ้มกระซิบริมหูด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า

 

 

“ห้ามแล้วเคยหยุดหรือไง”

 

 

“หึหึ .. อยู่กับวิน ห้ามตัวเองไม่อยู่หรอก”

 

 

ปวีณกลอกตาไปมา หมั่นไส้นัก เพิ่งเจอหน้ากันนะเว้ย อย่ามาทำตัวเหมือนหลงเขามาสักสิบชาติสิ นึกหาเรื่องมาชวนคุยประวิงเวลาสักหน่อย อย่างน้อยๆก็ยืดเวลาไปอีกนิด เผื่อจะลดจำนวนรอบที่ต้องโดนไปได้

 

 

“ทำงานเสร็จแล้วเหรอ”

 

 

“เสร็จแล้วสิ เลยอยากได้กำลังใจ”

 

 

“มีแต่กำลังเกลียดให้ จะเอาไหม”ปวีณสะบัดเสียงตอบห้วนๆแต่หารู้ไม่ว่าขุดหลุมฝังตัวเองเสียแล้ว

 

 

เอา ครับ”

 

 

ตอบพลางสอดมือเข้าไปใต้ผ้าเนื้อดี ไล้สำรวจผิวเนื้อเนียนภายใน สะกิดยอดอกที่ไว้สัมผัสเล่น

 

 

“อะ.. ปะ.. ไปตายอดตาย อะ..อยากมาจากไหน อ๊ะ”ร้องครางเมื่อมือใหญ่เปลี่ยนจากเค้นคลึงเป็นขยี้เข้าจนตึงเจ็บ บ้าจริง นี่เขาต้องเสียท่าเจ้ายักษ์นี่มันทุกที่เลยรึไงนะ

 

 

เพียงเวลาไม่นานเนื้อตัวของเด็กหนุ่มก็เปลือยเปล่า ผิวขาวแต้มรอยแดงเป็นจ้ำๆทั่วร่างสะท้อนกับแสงไฟสว่าง ธรรศไม่ลังเลเลยที่จะเพิ่มรอยจูบลงไปอีก เม้มผิวเนื้ออ่อนตรงต้นคอหนักๆ ลากไล้ปลายลิ้นไปตามไหล่มน พรมจูบลงมาตามแนวกระดูกสันหลัง สองมือฟอนเฟ้นกับต้นขาเล็ก เค้นคลึงสะโพกมนแล้วค่อยๆแตะปลายนิ้วลงกับปากทางรัก จงใจละเลยความต้องการที่ถูกตนปลุกปั่นขึ้นมา

 

 

ปวีณหอบหนัก กัดปากเพื่อกลั้นเสียงคราง เจ็บใจที่ร่างกายดูเหมือนจะคุ้นชินกับรสสัมผัสที่ได้รับมากขึ้นทุกทีจนอยากจะเรียกร้อง มือใหญ่ประคองใบหน้าเขาให้หันไปรับจูบร้อนแรง จากที่เคยเอาแต่ผลักไส เริ่มเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉย จนตอนนี้.. สองมือรั้งต้นคออีกฝ่ายให้มอบสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ถวิลหารสชาติดื่มด่ำแม้จะยังไม่สามารถโต้ตอบได้

 

 

นัยน์ตาเรียวปรอยฉ่ำเมื่อธรรศถอนจูบออก

 

 

“อย่ากลั้นเสียงสิวิน พี่อยากรู้นะว่าพี่ทำให้วินมีความสุขรึเปล่า”

 

 

“ไม่มีสักหน่อย ..อ๊ะ..”ทั้งตัวกระตุกไหวเมื่อนิ้วยาวสะกิดจุดอ่อนภายใน

 

 

ธรรศสอดนิ้วเพิ่มแล้วย้ำซ้ำๆตรงตำแหน่งเดิมจนปวีณบิดเร่า ขบฟันกับริมฝีปากล่างจนช้ำ แต่กระนั้นก็ยังหลุดครางให้คนรุกล้ำได้ใจ

 

 

“ร่างกายวินโกหกไม่ได้หรอก”

 

 

“กะ..ก็.แค่ ..เซ็กส์ .. ฮ้าา” มือใหญ่ไล้ไปมาแถวขาอ่อน จงใจปัดผ่านส่วนกลางลำตัวเด็กหนุ่มเบาๆ ความเสียวซ่านแผ่พริ้วดังระลอกคลื่น กระทบไหวจนระทวยไปทั้งร่าง

 

 

“แต่วินก็ต้องการมัน”

 

 

“ร่างกาย..ต่างหาก ไม่ใช่ จะ.. อุ๊บ”

 

 

ธรรศจับอีกฝ่ายให้หันหน้าเข้าหากันแล้วประกบจูบเพื่อปิดกั้นคำนั้น ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าปวีณต้องการบอกอะไร ที่ปวีณรู้สึกก็แค่สัมพันธ์ทางกาย ไม่ใช่การร่วมรักดังเช่นคนรักอย่างที่เขาต้องการ วิธีการเข้าหาแบบนี้ปวีณคงจะเกลียดเขาไปชั่วชีวิตเลยด้วยซ้ำแต่เขาก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้ว

 

 

อาจจะต้องเป็นมารไปชั่วชีวิต ถ้าต้องการรั้งเทวดาน้อยๆนี้ไว้กับตัว

 

 

ริมฝีปากบางบดเบียดกลีบปากเล็ก ขบเม้มจากภายนอกซ้ำๆจนทั่ว ลิ้นร้อนเกลี่ยไปรอบก่อนจะบุกรุกเข้าไปหาสัมผัสหอมหวานภายใน

 

 

มือใหญ่ยกเอวบางขึ้นก่อนจะกดรั้งให้ปวีณรับร่างกายของเขาไว้

 

 

ทั้งๆที่ชั่วไม่กี่วันปวีณถูกเขาล่วงล้ำเสียหลายรอบ หากช่องทางคับแคบก็ดูจะยังตึงแน่นอยู่ตลอด เด็กหนุ่มเบ้หน้าด้วยความเจ็บ แต่ไม่มีเสียงโอดครวญหลุดรอดเพราะธรรศยังคงบรรจงจูบอย่างต่อเนื่อง จับปวีณให้หมุนตัวมานั่งคร่อมเขาทั้งที่กายยังเชื่อมต่อกัน ยกสะโพกเล็กขึ้นลงพร้อมๆกับที่กระแทกแก่นกายสวนขึ้นไป

 

 

เสียงครางหอบสอดประสานจนไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร

 

 

เมื่อจุดสูงสุดของห้วงอารมณ์มาถึงต่างก็ปลดปล่อยความต้องการออกมาพร้อมๆกัน ปวีณซบหน้าลงกับบ่าแกร่ง แผ่นอกบางยังคงไหวสะท้อนขึ้นลง ไม่นานนักการหายใจจึงกลับมาเป็นปกติ เด็กหนุ่มอยู่นิ่งๆปล่อยให้อีกฝ่ายพรมจูบไปตามเรือนผมได้ตามใจ ไม่อนาทรต่ออ้อมแขนอุ่นที่รัดรึงตัวเขาไว้แน่น

 

 

มือใหญ่เชยคางให้เขารับจุมพิต .. น่าแปลกที่รู้สึกได้ถึงความหวาน ละมุนละไม

 

 

ก็แค่ต้องการระบายอารมณ์ใคร่ ไม่จำเป็นที่จะต้องสัมผัสด้วยอาการทะนุถนอมเสียขนาดนี้

 

 

สายตาที่มองกัน .. ไม่จำเป็นจะต้องแฝงความรู้สึกลึกซึ้งเช่นนี้

 

 

เมื่อธรรศผละออกคำถามที่อยู่ในใจจึงได้มีโอกาสถ่ายทอดเป็นคำพูด

 

 

“คุณทำแบบนี้กับผมทำไม”

 

 

ไม่มีอารมณ์ใดๆในน้ำเสียงใส แม้กระทั่งเงาของความโกรธเกรี้ยวเกลียดชัง ราวปวีณไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆต่อคนตรงหน้าวายตาที่มองมีเพียงความว่างเปล่า

 

 

เพียงชั่วแวบเท่านั้นที่ดวงหน้าคมปานรูปสลักฉายแววแห่งความเจ็บปวดให้เห็น มันหายไปในทันทีที่ปวีณกะพริบตา จนเด็กหนุ่มคิดว่าตนอาจจะตาฝาดไป

 

 

เรียวปากหยักสวยเหยียดยิ้มบางก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมา

 

 

“เพราะความวู่วามและเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจของพี่”

 

 

ธรรศรู้ตัวดีว่าการกระทำนี้ไม่ต่างอะไรกับอาชญากร ลักพาตัว กักขังหน่วงเหนี่ยวแล้วข่มขืน .. เรื่องผิดกฎหมายไม่ใช่ปัญหาสำหรับธรรศนัก เพราะหากบ้านเมืองยังเป็นอย่างนี้ เงินของเขาก็ง้างกุญแจมือได้อยู่ดี

 

 

ที่เขาควรต้องคำนึงถึงแต่กลับมองข้ามไปคือความรู้สึกของปวีณที่เขารักต่างหาก

 

 

คำตอบของคำถามนั้น .. ไม่มีสิทธิตอบไปว่า ทำเพราะ รัก 

 

 

ด้วยมันเลวร้ายเกินกว่าสิ่งที่คนรักจะทำให้กัน เขาไม่มีสิทธิอ้างคำๆนั้นมาเพื่อลบล้างการกระทำต่ำทรามของตนเอง

 

 

“แต่ถ้าวินถามพี่ว่าพี่รู้สึกยังไงกับวิน .. ”

 

 

มือใหญ่แตะลงแผ่วเบากับนวลแก้ม แนบริมฝีปากบางลงกับกลีบปากสีชมพูอมส้ม ..นิ่ง..นาน

 

 

ไม่รุกล้ำ ไม่จาบจ้วง ..แค่สัมผัสอย่างนุ่มนวล

 

 

“..รัก.. พี่รักวิน”

 

 

เด็กหนุ่มนิ่งไปคล้ายจะตะลึงกับถ้อยความที่ได้ยิน เมื่อตั้งสติได้ก็แค่นหัวเราะ

 

 

“เฮอะ!! คุณมันบ้า นึกเหรอว่าผมจะเชื่อลูกไม้ตื้นๆของคุณ ใช้มุกนี้ฟันผู้หญิงมากี่คนแล้วล่ะ บอกได้เลยว่าผมไม่ต้องการอะไรจากคุณทั้งนั้น ไม่ต้องมากลัวว่าจะเสียชื่อเสียงเพราะมามีอะไรกับผู้ชายเพราะผมไม่ปริปากพูดอยู่แล้ว แค่วันนี้คุณให้ผมกลับบ้าน ทุกอย่างจะจบเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น เราไม่รู้จักกัน”

 

 

ธรรศเลือกที่จะหลับตาลงขณะฟังน้ำคำกรีดหัวใจ ในอกปวดปร่าเสียจนแทบทนไม่ไหว ทำได้แค่เพียงรั้งเด็กปากดีคนนี้ไว้แนบอกแน่นๆ

 

 

ก็สาสมแล้วที่ต้องเจ็บแบบนี้ .. นี่คงไม่ได้ครึ่งนึงที่ปวีณต้องเจ็บปวดเพราะเขา

 

 

 

 

หลังจากแต่งตัวกันเรียบร้อยธรรศก็พาเด็กหนุ่มลงมาทานมื้อเที่ยงที่เลยเวลาไปกว่าชั่วโมง เสื้อเชิ้ตของปวีณยับยู่จนเขาต้องหาเสื้อคลุมมาคลุมทับให้ ธรรศปรับบทสนทนาระหว่างเขากับปวีณให้ไกลจากเรื่องของความรู้สึก ไม่นึกอยากจะได้ยินความเกลียดชังที่หลุดมาจากปากดีๆนั่นนัก ใครเล่าอยากจะหาเรื่องให้ตัวเจ็บเพิ่ม

 

 

เมื่อจบจากมื้ออาหารชายหนุ่มก็พาปวีณกลับมาที่คอนโด จงใจเปิดซีรีส์ที่เจ้าตัวชอบไว้ รั้งให้ร่างเล็กนั่งดูอยู่บนโซฟาตัวยาวในอ้อมกอดเขา ไม่ได้กวนอะไรมากไปกว่าการหอมแก้มถี่ๆ แล้วก็บดจูบเป็นระยะ

 

 

จนกระทั่งแสงสีส้มของดวงตะวันใกล้จะลับหาย ชายหนุ่มจึงลุกไปหยิบเสื้อผ้าชุดเดิมของปวีณที่ซักรีดจนสะอาดเรียบร้อยมาให้ผลัดเปลี่ยน ประกายยินดีฉายชัดในนัยน์ตาเรียวเล็กพอได้รู้ว่าใกล้จะได้กลับบ้าน ธรรศตวัดเอาตัวเด็กหนุ่มเข้ามาไว้ในวงแขนแน่น ก้มลงสูดกลิ่นหอมจางๆจากนวลแก้ม

 

 

ปวีณของเขาดีใจเหลือแสนที่จะได้ไปให้พ้นๆหน้า .. ไม่นึกรู้เลยสักนิดว่าคนที่กำลังกอดอยู่เจ็บปวดแค่ไหน

 

 

เอาเถอะ ..ฉุดเขามาข่มขืนยังทำได้

 

 

กับแค่..พยายามทำดีให้เขารักตอบ .. ก็ไม่น่าจะเกินความสามารถเพลย์บอยอย่างเขาแล้ว

 

 

ธรรศแน่ใจว่าตัวเองมีเวลาทั้งชีวิต เพราะอย่างไรเสียก็ไม่คิดจะปล่อยปวีณให้ใครหน้าไหนอยู่แล้ว

 

 TBC

 

ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์ค่ะ