FIC HP/DM Real of Little Dragon 18..
posted on 05 Nov 2009 20:17 by kalondong in ficharryเหอๆ มาแล้วค่า.....
คราวนี้ยังไม่สอบ ที่ผ่านมาก็ยังไม่สอบ แต่ งานเยอะ งานคณะ การบ้าน กรี๊ดดดดด
อยู่มหาลัยต้องทำโจทย์ส่งอาจารย์ค่า เอสี่แผ่นเดียวเนี่ยแหละ ยังกะเด็กมัธยม 555555 โยนเนื้อหามาให้ อ่านแล้วทำมาก่อน ควิซก่อนเรียน โยนเคสมาให้ทำในคาบ ปิดท้ายด้วยควิซ กรี๊ดดดด เรียนยาโรคหัวใจแล้วหัวใจจะวายตาม ยาเยอะอิ๊บเอ๋งเลยอะ มีมาแทบทุกวันสิน่า เฮ้ออออ
อิอิ อย่างน้อยๆ ก็มีกำลังใจช่วงนี้ ได้รับเสด็จฯด้วยยยยยยยยยยยยยยยยย ทรงพยายามโบกมือให้คน โอยน้ำตาจะไหล ดีใจมากมาย วันนั้นถึงตัวเองไม่ได้ลอยกระทงก็คุ้ม(แต่ความจริงก็ได้ลอยนะ ท่าที่ท่านไปลอยนั่นแหละ ..ปลื้ม) ฝันดีเลยเชียว แล้วตื่นมาเจอกับความจริงอันโหดร้ายตอนทำควิซ5555
ตอนรู้ข่าวนี่วิ่งลงจากตึกเรียนกันเลยทีเดียว พี่ๆนักการงงกันเป็นแถบ พวกแกวิ่งทำไมกันฟระ รอตั้งแต่สี่โมงครึ่ง เสด็จจริงเกือบทุ่ม อิอิ รอได้เสมอค่าาาาาาาาาาา สรุปว่ากลับห้องตอนสามทุ่มแบบยังไม่มีข้าวเย็นตกถึงท้อง เพราะรอส่งเสด็จฯกลับตึกด้วย
สมเด็จพระเทพฯทรง น่ารัก มากๆ เปิดไฟในรถเพื่อให้คนที่มารอรับได้เห็นท่าน รถก็ขับไม่เร็วด้วย เห็นชัดเลย แต่ทรงดูเหนื่อยๆแฮะ
อูย พร่ำเพ้อง่ะ เหอๆ ฟิกปั่นร้อนๆมาแล้วค่า
เอ้อ ใช่ ตอนที่แล้วมีจุดผิดสองจุดมั้ง เรื่องบินส์ คือ ผี ง่ะ แต่.. แต่เขียนบรรยาย เง่อ.. อาจารย์ใช้ไม้กายสิทธิ์เสกให้หนังสือกางออกให้ลูปินดู... มันไม่ช่ายยยยยย ไม่ใช่อารมณ์อาจารย์ ก็เลย เอาวะ ผีถือหนังสือได้ก็ได้ ต้องขอโทษผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่า อันนี้ตั้งใจผิด ส่วนอีกที่คือ เลือดยูนิคอร์น สารภาพว่าจำสีไม่ได้ง่ะ แล้วก็ไม่ได้เช็คดูด้วย ต้องขอโทษอีกทีค่า
เอาล่ะ รายงานความผิดเสร็จแล้ว ไปอ่านตอนต่อไปกันเถอะเนอะ
18
ชายหนุ่มเจ้าของผมบลอนด์ยาวภายใต้ผ้าคลุมล่องหนแนบตัวพิงกับกำแพงด้านในของห้องห้องหนึ่งในตึกใหญ่รูปทรงโบราณที่ยังคงความสวยงาม สถานที่สำคัญที่เขารู้ดีว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญของหน่วยงานราชการต่างๆของอังกฤษไว้ด้วยกัน ภายในห้องตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา บ่งบอกถึงความพิถีพิถันในการคัดสรรสิ่งประดับเพื่ออวดอ้างความงาม
... ความดูดีมีระดับ .. คงเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะยอมรับว่าคนในระดับสูงของมักเกิ้ลมีได้เกือบจะเท่าเทียมเขา
แสงสีส้มจากดวงไฟที่เปิดไว้เพื่อจุดมุ่งหมายในการตกแต่งมากกว่าการใช้งานจริงช่วยพรางตาเงาแห่งความกังวลที่ฉายอยู่บนใบหน้าของบรรดาบุคคลสำคัญในห้องนี้ได้ดีทีเดียว แม้จะต้องการปฏิเสธขนาดไหนแต่ตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ ความหวาดหวั่นต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือ มันเป็นเช่นไร
ฝ่ามือใหญ่เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อจากทั้งความอบอุ่นภายในห้องและความคิดเบื้องลึก
ใบหน้าขาวซีดเรียบเฉยด้วยความเย็นชาตามปกติ ผิดกับดวงตาสีควันบุหรี่สะท้อนประกายที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น มือข้างหนึ่งที่กำไม้กายสิทธิ์ไว้เกร็งเครียดจนขึ้นข้อขาว
ทั้งผิดหวัง เจ็บปวด โกรธ ชิงชัง ระคนกันจนทุกอย่างแปรเป็นความแค้น
วันนี้ เขาจะลงมืออีกครั้ง และมันจะไม่มีคำว่าผิดพลาด
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆห้อง ขณะนี้มีชายร่างท้วมใส่เสื้อผ้าของพวกมักเกิ้ลห้าคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เท่าที่สังเกตดูน่าจะเป็นพวกระดับสำคัญเพราะการอารักขาที่รัดกุมโดยแต่ละคนต่างมีบอดี้การ์ดประจำตัวติดตามและหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ตวรจสอบทุกอย่างอยู่ทางประตูเข้าออกที่อยู่เยื้องไปกับตำแหน่งที่เขายืนนี้
พวกมักเกิ้ลอาจจะค้นอาวุธได้ ..แต่ไม่มีวันตรวจสอบเวทย์มนตร์ได้
ชายหนุ่มจับจ้องไปยังประตูอย่างอดทน เป้าหมายของเขายังไม่มา แต่ทันทีที่มันโผล่มาให้เขาได้เห็น เมื่อนั้น ..จะเป็นเวลาตายของมัน
เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนเปิดแล้วปิดลง ชายวัยกลางคนร่างผอมสูงที่ยังคงเค้าความคมเข้มเดินเข้ามาภายในด้วยท่วงท่าสง่างามผิดกับอายุที่อาวุโสไปมากแล้ว ตามติดมาด้วยชายหนุ่มร่างสันทัดเจ้าของตำแหน่งสูงที่เขาคุ้นตา ..คนที่กระทรวงเวทย์มนตร์ส่งมาอารักขา
รอยยิ้มน้อยๆที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้มาใหม่ถูกส่งให้กับทุกคน ขัดกับดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนแววคมกริบ ความกดดันที่แผ่ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศเขม่นคุกรุ่นของเหล่าผู้มีอำนาจให้เขม็งเครียดขึ้นเพราะความหวาดหวั่นลึกๆที่ต่างคนต่างมีต่อบุคคลผู้นี้
นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ
แต่ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ ลูเซียส มัลฟอย นี่เป็นงานเล็กๆ แต่เป็นก้าวหนึ่งในการทำลาย
วูบหนึ่งที่ดวงตาคมวาวโรจน์... พวกมันต้องพินาศ!!!
และเป้าหมาย.. อยู่ตรงหน้าแล้ว
"อะวาดา เคดาฟรา!!!"
สิ้นเสียงตะโกนคาถาถัดมาก็เป็นเสียงล้มตึงที่สร้างความโกลาหลมากมายได้ในห้อง พร้อมกับการหายตัวไปทันทีของลูเซียส มัลฟอย
มือใหญ่ค่อยๆพลิกหน้ากระดาษที่เก่ากรอบจนเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองน้ำตาลอย่างระมัดระวัง กวาดสายตาไล่ไปตามตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างละเอียด ถอดเสื้อคลุมเครื่องแบบออกเหลือเพียงเชิ้ตสีขาวตัวใน คลายปมเนคไทออกเล็กน้อยเพื่อระบายความร้อนในตัว แม้ว่าบรรยากาศโดยทั่วไปของฮอกวอตต์ยามนี้จะจัดว่าเย็นสบายจนถึงหนาว แต่ภายในห้องสมุดส่วนตัวของบินส์ไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนั้นแม้แต่น้อย ชั้นวางหนังสือแต่ละชั้นแน่นขนัดไปด้วยตำรา พงศาวดาร จดหมายเหตุ และบันทึกต่างๆที่ผู้เป็นเจ้าของสะสมไว้ แม้จะมอบบางส่วนที่จำเป็นกับเหล่านักเรียนให้กับทางโรงเรียนนำไปใส่ไว้ในห้องสมุดปกติแล้วก็ตาม
นิ้วเรียวค่อยๆไล่ไปอย่างช้าๆ ภาษาที่ใช้ในคนแต่ละชั่วรุ่นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง การอ่านการตีความจึงใช้เวลานาน ยิ่งยุคสมัยห่างกันมากเท่าไหร่ ความต่างของการใช้ไวยากรณ์ก็ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น นึกเสียดายตัวเองที่ไม่ได้ชอบอ่านอะไรเก่าๆนักไม่งั้นก็คงจะเสียเวลาน้อยกว่านี้ แล้วยังลายมือเขียนที่ไม่ได้บรรจงนี่อีก เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจออกเฮือกหนึ่ง ดึงแว่นออกมาวางไว้ที่โต๊ะ ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมอยู่ตามหน้าผาก ขยับคอเสื้อไปมาเพื่อให้อากาศได้ผ่านเข้าข้างใน
บินส์ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ห้องสมุดส่วนตัวกลายเป็นเตาอบไปแบบนี้ แต่การปล่อยให้กระดาษสมัยก่อนที่มีอายุยาวนานสัมผัสกับลมและแสงแดดตามปกติย่อมเป็นการทำร้ายหนังสือ แฮร์รี่เองก็เข้าใจในข้อนี้จึงยินดีที่จะอ่านอยู่ด้านในโดยไม่นำไปที่ห้องส่วนตัว นึกนิยมอาจารย์อยู่ในใจว่าเป็นคนรู้รอบ เพราะประยุกต์ความรู้ของพวกมักเกิ้ลในเรื่องการดูแลเอกสารโบราณมาใช้ด้วยโดยการอาศัยเวทย์มนตร์ให้ภายในห้องมีออกซิเจนน้อยเพื่อยืดอายุของเอกสารพวกนี้ออกไป
แน่นอนว่าแฮร์รี่ต้องแวบออกไปสูดอากาศด้านนอกแทบทุกสิบห้านาที
บันทึกของมอร์แกน แฮร์ริสันนี้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้พบเห็น ชายคนนี้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงก่อนยุคกลางประมาณร้อยกว่าปี หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายๆเล่มที่ศาสตราจารย์บินส์แนะนำให้อ่าน อาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์เวทย์มนตร์บอกว่าเขาเคยอ่านเจอในหนังสือ(หายากมาก)สองสามเล่มแต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในเล่มไหนในบรรดาตั้งเหล่านี้
บินส์เล่าว่ามีกล่าวถึงการเข้าใกล้ยูนิคอร์นของผู้ชายด้วยเงื่อนไขบางอย่าง โดยสองสามเล่มนั้นยืนยันตรงกัน เพียงแต่ความเก่าเก็บของเนื้อหาและความอ่อนด้อยในคุณค่าทางวิชาการที่เป็นเพียงบันทึกเหตุการณ์ของตัวผู้เขียน ข้อเขียนจึงไม่มีน้ำหนักมากนัก เรื่องที่ผู้ชายสามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จึงเลือนหายไปกับกาลเวลา
วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่แฮร์รี่มานั่งแช่เปิดหนังสือไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เพื่อนอีกสองคนเฝ้าสังเกตซาบินี่ พาร์กินสัน และสเนป เฮอร์ไมโอนี่กับรอนรวมถึงลูปินไม่เข้าใจสิ่งที่แฮร์รี่กำลังทำอยู่เพราะเขาไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม เดรโกเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จนมันมานอนตัก คิดยังไงมันก็เป็นคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ แล้วไอ้เรื่องจะหวังให้เจ้าชายมายืนยันด้วยตัวเองก็ดูจะเหมือนฝัน เพราะคนๆนั้นเมินแฮร์รี่และพวกไปเลย ..ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดจนกว่าเขาจะหาหลักฐานยืนยันและหาทางบีบเจ้าตัวได้
แฮร์รี่มั่นใจอยู่ข้อหนึ่งคือ การที่ผู้ชายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้ ต้องอาศัยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้สัตว์วิเศษแสนสวยแต่ชีกอนั้นยอมรับ ตัวอย่างง่ายๆก็คือเดรโกเองนี่แหละ เมื่อตอนเรียนกับแฮกริดกระทั่งเด็กผู้หญิงบางคนยังเข้าใกล้ไม่ได้ แน่นอนว่าเดรโกเองก็เข้าใกล้ไม่ได้เช่นกัน แต่มาไม่กี่วันนี้ ยูนิคอร์นแทบจะเดินมาหาเด็กหนุ่มผมบลอนด์เองด้วยซ้ำ แต่กับแฮร์รี่ก็ยังขู่ใส่อยู่เหมือนเดิม จะต้องมีอะไรเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวของเจ้าชายน้ำแข็งแน่ๆ
เดี๋ยวนะ เปลี่ยนแปลงหรือ ? การเปลี่ยนแปลงของเดรโกที่ชัดๆเลยก็คือ การได้กลับเป็นเด็กอยู่ช่วงหนึ่งด้วยน้ำยาที่ไม่รู้ที่มา แต่มันก็ไม่ใช่หลักฐานที่เชื่อมโยงได้แน่นอน..
คิดแล้วก็จนปัญญาก็เลยได้แต่นั่งเปิดไล่ไปทีละหน้า ได้แต่หวังให้สิ่งที่เขาเดาไว้เป็นจริงเพราะมันน่าจะทำให้สืบต่อได้ง่ายขึ้นและอาจคลี่คลายปริศนาได้ในทีเดียว แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็คงต้องกลับไปเริ่มคลำทางใหม่
เด็กหนุ่มปิดหนังสือเล่มที่จับอยู่นี้ลง เล่มนี้..ไม่มี ไม่มีกล่าวถึง มือสีแทนหยิบหนังสือเล่มใหม่จากตั้งที่ความสูงค่อยๆละระดับลงเรื่อยๆมาดูอย่างถนอม
...ประวัติศาสตร์ ..จะมาเห็นคุณค่าของมันเอาก็ตอนยามจำเป็นจริงๆนี่แหละ
แดดยามบ่ายแก่สาดแสงสีส้มสะท้อนเข้ามาภายใน ขับให้ห้องพยาบาลที่ทาไว้ด้วยสีขาวครีมดูเข้มขึ้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกสดใสสำหรับผู้ที่ก้าวเข้ามานัก หากไม่ได้หมองหม่นจนลิดรอนกำลังใจของคนที่กำลังหวัง เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์สว่างเดินเข้ามาใกล้เตียงของคนที่ตนแสนห่วง ทรุดตัวลงนั่งยังเก้าอี้พนักเตี้ยที่ถูกจัดวางไว้ข้างๆราวจะรู้ว่าต้องมีคนมาใช้งานประจำเสมอ
ดวงหน้าที่ปกติจะเมินเฉยราวไร้ซึ่งความรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ณ เวลานี้มีเพียงความอ่อนโยนที่แสดงออกให้เห็น กอบกุมมือขาวซีดของผู้เป็นมารดาไว้แล้วยกขึ้นแนบแก้มอย่างทะนุถนอม ลูกแก้วสีเงินกวาดมองไปทั่วร่างกายบอบบางที่นอนอยู่ ระบายลมหายใจออก คลายความอึดอัดลงบ้างเมื่อเห็นว่านาร์ซิสซาร์มีอาการภายนอกดีขึ้นเป็นลำดับ รอยช้ำและรอยแผลเลือนหายไปเกือบหมดแล้ว มีเพียงแค่ที่หน้าผากที่ยังคงปิดทับด้วยผ้าพันแผลขนาดเล็ก
ริมฝีปากสีชมพูพึมพำคาถาเก็บเสียงขณะใช้ไม้กายสิทธิ์วาดไปตามที่เคยรู้แล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อตามเดิม
"ตื่นมาคุยกับผมหน่อยสิครับแม่"
คำขอที่ขอไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ขอไปทั้งๆที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่มีทางที่จะได้ยิน แต่เพียงแค่ได้พูดออกมาก็รู้สึกดีขึ้น
...สงสัยว่าตัวเองตอนเด็กจะโดนเจ้าแว่นหน้าบากหลอกเอาเสียแล้ว ยิ้มออกมาน้อยๆกับการเสียรู้และความใจดีของฮีโร่กู้โลกที่ไม่มีเว้นวรรคกับใคร กระทั่งคนที่ตัวเองแสนจะเกลียดขี้หน้า
..สมกับเป็นหมอนั่น
รู้สึกผ่อนคลายได้อยู่ประเดี๋ยวเดียว ความคิดคำนึงบางอย่างที่เฝ้าตามย้ำเตือนก็กลับมาทำให้ใจหม่นอีกครั้ง แววในดวงตาสีเงินหมองลงไปถนัด
"ตอบผมหน่อยสิฮะ ว่า..ทำไม..แม่ถึงต้องเป็นแบบนี้" ขบฟันกับริมฝีปากล่างจนแทบห้อเลือดแต่มือที่กุมมือของนาร์ซิสซาก็ยังมีแต่สัมผัสที่อ่อนโยนเช่นเดิม เค้าความกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้าขาวซีด เปลือกตาบางถูกเจ้าตัวปิดลงราวจะข่มอารมณ์ความรู้สึกให้กลับมาเป็นปกติ เพราะหากมัวแต่บั่นทอนใจตัวเองเช่นนี้ก็รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง
ว่าที่สายลับมือดีค่อยๆเรียบเรียงเหตุการณ์ทุกอย่างเท่าที่จำได้ในหัว พยายามนึกรายละเอียดทั้งในช่วงก่อนและหลังการกลับเป็นเด็กให้ได้มากที่สุด เมื่อสเนปปฏิเสธที่จะบอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น สิ่งเดียวที่จะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับตัวเขาเองได้ในตอนนี้คือการหาข่าวและความเชื่อมโยงด้วยตัวเอง
เด็กหนุ่มวางศอกลงกับเตียงห้องพยาบาลใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางไว้ จุดเริ่มต้นคือการที่เขาต้องกลับเป็นเด็ก .. วันที่ถูกกรอกน้ำยา จำได้ว่าแทบจะไม่มีแรงสู้ด้วยซ้ำเพราะพิษไข้กับการกินอะไรไม่ได้มาหลายวัน
...แค่นึกถึงสาเหตุก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกแล้ว เรียวปากสีชมพูแค่นยิ้มเหยียดให้กับความอ่อนแอ ทั้งๆที่ควรจะชินได้แล้วเพราะต้องเจอมาตลอดหลายปี แต่กลับทำไม่ได้เลยสักครั้ง ยังคงรู้สึกกับทุกอย่างอยู่ตลอด ดีที่สุดก็ได้แค่อดกลั้นไม่ให้มันแสดงออกอย่างเมื่อตอนเป็นเด็กเท่านั้น
หากแต่ครั้งนี้..หนักหนาที่สุดตั้งแต่ได้เจอมา
...ความเกลียดชังแรงกล้าที่สัมผัสได้ชัด ... รุนแรงเสียจนอยากให้ตาย
เดรโกกลืนก้อนแข็งๆลงคอ เขารู้..เขายังตายไม่ได้ ยังมีหน้าที่ที่ต้องทำให้ลุล่วง จากนั้น.. ชีวิตจะเป็นอย่างไร..ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย
‘ไม่ได้ เดรโก อย่าฟุ้งซ่าน' เด็กหนุ่มผมบลอนด์สะบัดศีรษะแรงๆไล่ความคิดที่ทำร้ายใจออกจากหัว
ในวันนั้นพวกฮัฟเฟิลพัฟเข้ามาหาเรื่องเขาอย่างเคย เพียงแต่มีบางอย่างที่เขารู้สึกได้ว่ามันแปลกไป ที่น่าสงสัยที่สุดก็คือทำไมพวกนั้นถึงได้มีน้ำยาฝีมือสเนปที่เอามาสับเปลี่ยนกับฝาแฝดวีสลีย์ได้ เขารู้จักพ่อทูนหัวของตัวเองดีพอ สเนปไม่มีวันไว้ใจคนที่เขาเห็นว่าไร้ความสามารถ อีกทั้งยังรู้อีกว่าเดรโกรับมือเด็กกลุ่มนั้นได้ไม่ยากเลยหากว่าร่างกายเขาปกติ
หากว่าร่างกายเขาปกติ.. ลูกแก้วสีเงินเบิกกว้างขึ้นราวจะนึกอะไรออก
แต่.. วันนั้นร่างกายเขาไม่ปกติ.. และพวกนั้นก็ทำสำเร็จ
บางทีชายหนุ่มอาจมีผู้ช่วย.. คนที่รู้สภาพของตัวเขาดี คนที่รู้ว่าเขากำลังไม่สบาย
เบลส กับ แพนซี่
ร่างโปร่งระบายลมหายใจออกน้อยๆเมื่อปมเริ่มคลายออกมาทีละนิด ส่วนเรื่องน้ำยา .. เดรโกไม่คิดจะค้นหาเลยว่าได้อะไรเข้าไป รู้แน่ว่าไม่ใช่ของคู่แฝดก็พอในเมื่อศาสตราจารย์ปรุงยาก็เหมือนหนังสือเคลื่อนที่
จะบอกว่านี่เป็นบทลงโทษจากโวลเดอร์มอร์ที่เขาเป็นสายลับก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผลที่ตามมาคงมากกว่าการที่แม่ต้องมานอนเจ็บ ส่วนเมื่อตอนเป็นเด็ก ที่สำคัญๆเกี่ยวกับตัวเขาก็มีแค่ คำทำนายของทรีลอว์นีย์ วันที่จะถูกพาไปรับตรามาร แล้วก็วันที่รู้ข่าวเรื่องแม่ สามเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
หรือเขาควรจะร้อยให้มันเป็นเรื่องเดียวกันแล้วสืบหาหลักฐานยืนยันทีหลัง
ปกติแล้ว.. โวลเดอร์มอร์จะไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับแม่ของเขาเลยแม้สักครั้ง และพ่อก็ไม่เคยคิดจะให้แม่เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะรู้ว่าแม่ไม่ได้สนับสนุนนัก แต่ถ้าไอ้คนชั่วนั่นกล้าลงมือกับแม่เขาโดยที่พ่อทำอะไรไม่ได้ก็แปลว่า แม่.. ต้องไปทำอะไรซักอย่างที่รุนแรง หรือขวางทางของโวลเดอร์มอร์
เด็กหนุ่มเหยียดยิ้มเยาะเย้ยตัวเองอีกครั้ง ... แม่.. ต้องลงมือเพื่อเขา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันยอมลดตัวมาแปดเปื้อนกับสิ่งร้ายๆแบบนี้
คำทำนายของทรีลอว์นีย์ การรับตรามาร แม่ คีย์สำคัญสามอย่างประกอบกันให้สายลับได้ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ ลูกแก้วสีเงินเบิกกว้างได้มากกว่าครั้งไหนๆเมื่อคาดเดาได้ถึงสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
แล้วหยาดน้ำใสๆก็ไหลกลิ้งออกมาตามแก้มเนียน ...เพราะไม่เคยได้มีน้ำตามานาน เด็กหนุ่มจึงรู้สึกตกใจ ใช้มือสองข้างปาดน้ำตาออกจากหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเช็ดก็ยิ่งเป็นการพังทำนบกั้นที่กักไว้ ที่สุดก็ต้องยอมแพ้ ฟุบหน้าลงกับมือเรียวสวยของผู้เป็นแม่ ไหล่บางไหวสะท้านไปกับความปวดร้าวที่ต้องทนรับ
วันนั้นที่ต้องร้องไห้ยังมีคนพยุงไว้ ...แต่วันนี้ ... ทำได้แค่เพียงกอดตัวเองเท่านั้น
หลังจากใช้ความพยายามอยู่นานแฮร์รี่ก็พบกับข้อมูลสำคัญที่น่าจะช่วยคลายปริศนาได้มาก เด็กหนุ่มแทบจะกระโดดเต้นบัลเลต์พร้อมกับร้องตะโกนด้วยความดีใจ ถ้าไม่ติดว่าถ้าทำเช่นนั้นบรรดาตั้งหนังสือคงพังลงมาเสียก่อน
ในบันทึกของเมอร์เรย์กับทรีเวอร์เขียนตรงกันคือได้พบเห็นผู้ชายที่สามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จากการดื่มเลือดของยูนิคอร์นตัวนั้น
เวลานี้ แฮร์รี่ไขข้อสงสัยได้แล้วอย่างน้อยสองข้อ หนึ่งคือในส่วนผสมของตัวน้ำยาที่เดรโกได้ไป ส่วนอีกข้อคือสาเหตุที่เจ้าชายสลิธีรินสามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้ ข้อแรกนั้นถือว่าสำคัญมากเพราะน้ำยาชั้นสูงที่มีฤทธิ์เปลี่ยนคนให้กลับเป็นเด็กได้มีไม่กี่ตัวและคงมีน้อยมากที่ใช้เลือดยูนิคอร์นเป็นส่วนผสม
ใช่.. เด็กหนุ่มผมบลอนด์ต้องได้รับเลือดของยูนิคอร์นเข้าไป เมื่อได้มีโอกาสเข้าใกล้เจ้าของเลือดเดรโกจึงไม่ถูกปฏิเสธ
ส่วนข้อสอง .. ก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แค่แฮร์รี่อยากรู้ ส่วนจะรู้ไปทำไม ..แฮร์รี่ไม่อยากหาเหตุผลแล้ว
หลังจากคัดลอกข้อมูลและชื่อหนังสือที่ใช้อ้างอิงแล้วแฮร์รี่ก็จัดการยกหนังสือหลายตั้งจัดเก็บเรียงเข้าตามตำแหน่งเดิมของมัน เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับเดรโกดูก่อน เพราะเท่าที่แฮร์รี่สังเกตอีกฝ่ายเหมือนจะรู้และแน่ใจกับอะไรบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังดูเหมือนไม่เชื่อกับที่มาของน้ำยาด้วย
ช่วงเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันเดือนกว่า แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในร่างเด็กแต่แฮร์รี่ก็พออ่านอะไรได้พอสมควร จริงอยู่ที่กำแพงน้ำแข็งของเดรโกจะหนามากขึ้นตามเวลาแต่การปิดบังความรู้สึกในเวลาที่ร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ อาการปฏิเสธที่แฮร์รี่เห็นได้จากตอนเดรโกอ่านฉลากน้ำยาเวลามหาสนุก นั่นไม่ได้มาจากความสับสนของเจ้าตัวที่เพิ่งได้คืนร่างใหม่ๆแน่
เขาคงต้องทำสิ่งที่ยากกว่าการหลอกปั่นหัวพาร์กินสันหลายเท่า
...ล้วงเอาข้อมูลจากสายลับมือดีของภาคี
เด็กหนุ่มผมดำพับกระดาษโน้ตเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง กวาดตามองรอบๆห้องสมุดส่วนตัวของบินส์เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยทุกอย่างและสั่งลาก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป
...ตั้งหนังสือสูงขนาดนี้ หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก
คงเป็นเพราะสภาพอากาศที่เย็นลงกว่าเคยกับสายลมที่พัดแรงในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ทำให้บรรดานักเรียนต่างเลือกที่จะเก็บตัวเอาความอบอุ่นอยู่บนหอหรือไม่ก็ในห้องสมุดแทนที่จะมาเดินเล่นหรือผ่อนคลายข้างนอกอย่างเคย ตลอดทางตั้งแต่แฮร์รี่เดินมาก็เพิ่งเห็นแค่เด็กกริฟฟินดอร์ปีสองกลุ่มเดียวที่เพิ่งสวนกันไป แฮร์รี่จัดผ้าพันคอสีแดงผืนโปรดให้กระชับกว่าเดิมแล้วหยิบแผนที่ตัวกวนที่พกติดตัวตลอดเวลาขึ้นมาดู กวาดตามองหาชื่อที่ส่วนลึกของใจพะวงถึง
ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน ...แต่เหมือนไม่ใช่
ไม่รู้ว่าตัวเองชักจะเป็นโรคจิตหรืออย่างไร ในเวลาที่เครียดหรือกังวล ใจก็พานจะอยากเจอเด็กคนนั้นทุกที
น้ำแข็งน้อยๆที่มีรอยยิ้มอบอุ่นจนละลายกำแพงทิฐิของคนโง่บางคน
ทีแรกที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับคนที่เล่นด้วยยากที่สุด แฮร์รี่ตั้งใจว่าจะไปสงบใจกับบรรยากาศเย็นยะเยือกริมทะเลสาบเสียก่อน แต่ก็ต้องลังเลเมื่อเด็กหนุ่มเจ้าของผมบลอนด์สว่างอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว สมองสองฝั่งที่คอยทำงานประสานกันดีในช่วงหลังๆกลับมาแตกคอกันเหมือนตอนที่ต้องติดอยู่กับเดรโกใหม่ๆอีกแล้ว
เปลี่ยนทิศซะ ไปหาทางหนีทีไล่ก่อน
จะไปที่อื่นทำไมเล่า ยังไงก็ต้องมาอยู่ดี
แล้วจะไปแบบไม่เตรียมตัวให้โดนสายลับเขาเชือดกลางอากาศเข้าหรือไง
หนาวนะ ทำไมออกมานั่งข้างทะเลสาบคนเดียว
นี่มันเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคิดตรงไหน
ลมแรงชะมัด ไม่ดูแลตัวเอง เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก
แกเป็นบ้าอะไรไปเนี่ยแฮร์รี่
ก็แค่...เป็นห่ว..
เด็กหนุ่มผมดำระบายลมหายใจออกหนักๆให้สมกับความคิดที่ตีกันวุ่นในหัว ขยี้ผมที่ไม่เคยเป็นทรงให้ยุ่งมากกว่าเดิม จะเด็กจะโต เจ้าชายสลิธีรินก็ทำให้เขาปวดหัวได้เสมอสิน่า แฮร์รี่ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าตัดสินให้ฝ่ายไหนชนะ แต่พอมารู้ตัวเอาอีกทีร่างเพรียวในชุดเสื้อคลุมสีดำตัวบางก็หันหลังกอดเข่าอยู่ตรงหน้าแล้ว
สายลมแรงทำให้เส้นผมสีอ่อนที่ห่างกรรไกรมาพอสมควรปลิวไปด้านหนึ่ง มือเล็กกระชับเสื้อเข้ากับตัวมากขึ้น ฟุบหน้าลงกับเข่าที่ตั้งชันไว้ จ่อมจมอยู่กับความคิดเดิมๆที่วนไปวนมาไม่รู้จบจนต้องมานั่งสงบใจอยู่ที่นี่รอให้มันตกตะกอนลง กอดตัวเองไว้เพื่อทดแทนความอบอุ่นที่ไม่มีวันหวนคืน
เดรโก มัลฟอยกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อหูได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งดังอยู่จากด้านหลัง สัญชาตญาณระวังระไวบังคับให้หันกลับไปโดยอัตโนมัติ ดวงตาสองคู่ประสานกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันได้ตั้งตัว แววตกใจระคนอึดอัดปรากฎขึ้นในลูกแก้วสีเงินให้คนที่เพิ่งมาใหม่ได้เห็น แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวแล้วเด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็เบือนหน้ากลับไปทางทะเลสาบอย่างเดิม
ความน้อยใจบางๆฉาบขึ้นทาบบนผิวใจก่อนที่จะจางหายไปโดยที่แฮร์รี่ไม่ทันรู้แต่ความเหนื่อยหน่ายกลับท้นขึ้นชัดในความรู้สึก เอ่ยกล่าวคำทักทายอีกฝ่ายอย่างเก้ๆกังๆเพราะรู้ได้จากท่าที เมิน เพื่อบอกว่าไม่ต้องการจะคุยด้วย
"เอ่อ..หวัดดี นาย.."
"..."
คนเริ่มทักแทบอยากจะกลอกตา เขาควรจะรู้นี่นาว่าไอ้การเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆเนี่ยคนตรงหน้าทำได้ดีเยี่ยมขนาดไหน
"ฉันมีเรื่องต้องการจะคุยกับนาย" น้ำเสียงทุ้มเข้มขึ้นปรับให้อยู่ในระดับจริงจังเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
".."
แฮร์รี่ตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ไล่เลี่ยกันกับที่เดรโกใช้แขนยันตัวเองขึ้น ตั้งท่าจะก้าวเดินหนีไปแต่ก็ไม่ทันเมื่อเป็นอีกครั้งที่มือของซีกเกอร์ไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ตามหา
"นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้เกลียดฉันขนาดไหนก็คุยกันก่อนเถอะ" ทอดเสียงอ่อนลงเพื่อจะขอร้อง
แฮร์รี่ไม่สามารถเห็นได้ว่าคนที่เขาถือโอกาสคว้าแขนไว้ทำสีหน้าแบบไหน แต่ที่สุดแล้วเจ้าตัวก็ยอมนั่งลงตรงที่เดิม ถามแฮร์รี่ห้วนสั้นแม้ว่าจะไม่ยอมหันมามองหน้าอยู่ดี
"มีอะไร"
"นายได้คุยกับใครบ้างรึยัง เรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้"
"จะให้ฉันประจานตัวเองหรือไงว่าเป็นผู้ชายประหลาด เดี๋ยวก็ได้มีพวกจงใจโง่คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงขึ้นมาอีก"
คราวนี้คนจงใจโง่ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย พลางคิดว่าตัวเองพลาดแล้วที่ไปกวนอารมณ์เจ้าชายน้ำแข็งอย่างนั้นทำให้อีกฝ่ายต้องเก็บมาว่ากระทบกระเทียบจนวันนี้ แผนเนียนแกล้งโง่ที่กะจะใช้คงต้องขุดหลุมฝังเก็บไปเลย
"แล้วเรื่องที่นายกลับเป็นเด็กล่ะ"
"ฉันคิดว่านี่มันเรื่องของฉัน"
"แต่เรื่องของนาย มันต้องมีฉันเกี่ยวแบบไม่หลุดตั้งเดือนกว่านะ"
".."
สองมือที่ประสานกันอยู่บนเข่ากำเข้าหากันแน่นขึ้นเล็กน้อย ระบายลมหายใจออกแล้วเอ่ยถามอย่างเสียไม่ได้
"นายต้องการอะไรกันแน่"
"สิ่งที่นายรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวนายเรื่องที่นายกลับเป็นเด็กและเรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้"
"ง่ายไปมั้ง พอตเตอร์ ถามเอาโดยที่ไม่ต้องออกแรงเลยเนี่ยนะ อ้อ แล้วคราวนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด จะมามั่วบังคับพูดคงไม่ได้หรอกมั้ง คุณหัวหน้านักเรียนชาย" เปรยตอบเสียงหยันมาพร้อมกับเหยียดยิ้ม
"ใครบอกว่าฉันจะมาถามนายฟรีๆ เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหน่อยไหมล่ะ"
"นายรู้อะไรมา"
"ง่ายไปมั้ง เจ้าชายน้ำแข็ง ถามเอาโดยที่ไม่ต้องออกแรงเลยเนี่ยนะ อ้อ แล้วคราวนี้ฉันดันเป็นหัวหน้านักเรียนชายซะเอง จะมั่วบังคับพูดคงไม่ได้มั้ง คุณสายลับคนเก่ง"
น้ำเสียงล้อเลียนทำให้คนอารมณ์ขึ้นง่ายเริ่มจะคิ้วกระตุก คิดอยากจะลุกหนีแต่ก็ ได้แค่คิดเพราะคนมือไวข้างๆคงไม่ปล่อยเขาให้หนีไปก่อนง่ายๆ คงต้องปลงแล้วหาทางรับมือกับคู่ปรับตลอดกาลที่เริ่มทำตัวแปลกไปจะดีกว่า
"เข้าเรื่องซักที นายทำให้ฉันเสียเวลามามากพอแล้ว"
"เรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้ เรื่องคนวางแผนกรอกยานาย เรื่องน้ำยา แต่สองอันหลังนี่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ รู้แค่คนร่วมลงมือแล้วก็ ส่วนผสมตัวนึง เท่านี้ พอจะยอมแลกได้มั้ย"
เป็นครั้งแรกที่ดวงหน้าขาวยอมหันกลับมามองแฮร์รี่ ลูกแก้วสีเงินฉายแววฉงน สีหน้าบอกความทึ่งจนแฮร์รี่เริ่มรู้สึกเซ็งเล็กน้อย เพราะคิดว่าในสายตาเดรโก แฮร์รี่จะเก่งบ้างไม่ได้เชียวหรือ แต่...เอ แล้วเงาแปลกๆที่ทอผ่านในนัยน์ตาคนตรงหน้าเพียงแวบเดียวนี่เล่า มันแฝงความภูมิใจระคนชื่นชมไว้ด้วย
...เหมือนกับที่เด็กคนนั้นเคยใช้มองแฮร์รี่
เขาว่ากันว่า เมื่อต้องรู้สึกสูญเสีย คนเรามักจะมีความคิดหลอกตัวเองได้ง่าย
แฮร์รี่ แกกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า
"คนที่จับฉันกรอกยาน่าจะเป็นพวกฮัฟเฟิลพัฟจริงๆนั่นแหละ แต่คงอยู่ในคาถาสะกดใจของเบลสกับแพนซี่ เห็นอย่างนั้นพวกนั้นก็เก่งพอตัวนะ"เสริมมาในประโยคหลังเมื่อเห็นแฮร์รี่เลิกคิ้วประหลาดใจ
"ฉันรู้ว่าเพื่อนนายมือดี แต่คิดไม่ถึงว่าจะวางแผนกันขนาดนี้"พูดพลางซ่อนยิ้มเครียดในสีหน้า ..กันคนตามรอยได้ขนาดใช้คาถาชั้นสูง แถมสะกดไว้ทีเดียวตั้งหลายคน เริ่มรู้สึกว่าโชคดีนิดๆที่สองคนนี้ไม่คิดไปเข้าพวกกับผู้เสพความตาย "เอาน้ำยาที่สเนปปรุงใส่ขวดของร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของฉัน"
เด็กหนุ่มผมบลอนด์ผงกศีรษะนิดๆเป็นเชิงยืนยันความถูกต้องของคำพูดของแฮร์รี่ก่อนจะชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามที่แฮร์รี่ถามต่อ
"ว่าแต่นายดูไม่แปลกใจเรื่องน้ำยาเลยนะ เหมือนนายรู้ตั้งแต่คืนร่างเลยว่าน้ำยาที่นายได้ไปไม่ใช่ของแฝดทำขึ้น"
แววในดวงตาสีเงินไหวระริกแต่เดรโกปิดบังมันด้วยการหันหนีแฮร์รี่ไปอีกทาง จะให้แฮร์รี่จับพิรุธเขาในตอนนี้ได้ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงซ่อนตาตัวเองที่อาจสื่ออะไรมากมายออกไปไว้ได้ก็พอแล้ว เอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้ราบเรียบ
"ฉลากไงพอตเตอร์" กลืนก้อนแข็งๆลงคอแล้วจึงพูดต่อ "ถ้าน้ำยามันเป็นของคู่แฝดนั่น ฉันต้องไปอยู่กับเจ้าแห่งศาสตร์มืด ไม่ใช่นาย"
"อืม" คนฟังตอบรับได้เพียงเท่านั้นเพราะสับสนที่วูบหนึ่งตัวเองรู้สึกดีใจแต่แล้วก็กลับมาห่อเหี่ยวต่อ
...ไม่ได้เกลียดที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เกลียดนี่นา
"น้ำยาที่สเนปทำ คงต้องมีเลือดยูนิคอร์นเป็นส่วนผสม เลือดจากตัวที่เจอในป่าต้องห้ามนั่นแหละ"
อาจเป็นเพราะความเผลอตัวเนื่องจากสงสัยกับสิ่งที่แฮร์รี่พูด เดรโกจึงลืมตัวแสดงความสนใจใคร่รู้ออกมาทางสีหน้าชัด .. แม้มันจะแค่ชั่วครู่แล้วหายไป แต่ก็ทำให้คนใจอ่อนเล่าสิ่งที่ตัวเองไปค้นมาจนหมด พอร่ายยาวจบแล้วก็ทวงสัญญาทันที
"ถึงตานายแล้ว"
"ฉันไม่มีอะไรจะพูด" สวนมาพร้อมกับวางหน้าเย็นชาอย่างที่แฮร์รี่นึกหมั่นไส้ .. ไม่อยากเห็นเลยซักนิด
"เฮ้ นายตกลงแล้วนะ"
"ฉันไม่ได้ตกลงกับนาย พอตเตอร์ ฉันแค่ถามนายเท่านั้น" เถียงกลับแล้วลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเดินหนีทำให้แฮร์รี่ต้องรีบลุกแล้วคว้าแขนอีกฝ่ายไว้สองข้าง บังคับให้หันมาเผชิญหน้า
เพราะคำตอบนี้ทำเอาแฮร์รี่ถึงกับจี๊ดที่ขมับ เสียรู้สลิธีรินตัวแสบตรงหน้าเข้าแล้วจริงๆ ไม่มีเลย ความจริงใจที่จะช่วยกันไขปริศนานี้ หมอนี่เห็นเขาเป็นแค่แหล่งข้อมูลที่หลอกถามเอาได้เท่านั้น เรียวปากบางบิดโค้งขึ้นยิ้มเยาะตัวเอง เก็บอารมณ์บ้าบอที่มีต่อคนตรงหน้าไว้ข้างในให้ลึกที่สุด เลือกวางสีหน้าเรียบเฉยกับดวงตาว่างเปล่าแทน
"สลิธีรินนี่ถนัดหลอกใช้ดีนะ" เปรยหยันแล้วแค่นหัวเราะก่อนจะพูดต่อ "ฉันรู้นะว่านายยังพอเดาเหตุผลที่พวกเขาทำแบบนั้นกับนายได้ เพียงแต่นายไม่บอกฉัน"
คำพูดรู้ทันตรึงร่างเล็กกว่าให้นิ่งไปด้วยไม่คิดมาก่อนว่าหมอนี่จะรู้ได้ถึงขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่าภาระที่มากมายจะยังเว้นเวลาให้ตามสืบ ไม่คิดด้วยว่าจะใส่ใจ เมื่อไม่มีทางให้หันหนี ความหวั่นไหวที่ท้นออกเพียงน้อยนิดจากกำแพงกั้นความรู้สึกจึงปรากฎให้แฮร์รี่ได้เห็นชัดกว่าทุกที ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม
ทำไมต้องปิดฉัน .. นายไม่ไว้ใจฉันเลยหรือ
ดววตาคมปิดแน่นราวจะสงบสติที่เตลิดไปไกลก่อนจะเปิดขึ้นใหม่ มองคนที่ถูกจับตัวไว้อย่างพินิจ
"เรามาคุยกันแฟร์ๆได้ไหม" จะฉุนเฉียวไปก็ใช่ที่ โตๆกันแล้วไม่ใช่เด็กที่จะมาคอยตีกันอย่างแต่ก่อน
แฮร์รี่ยอมปล่อยมือออกเมื่อเห็นว่าเดรโกเริ่มขยับแขนอย่างอึดอัดและใช้สายตาบอกแทนคำพูด
"สเนปไม่ยอมบอกอะไรฉัน"คนเชี่ยวสังเวียนกว่ากับการสนทนาแบบนี้ไม่ยอมตอบเรื่องที่แฮร์รี่ดักคอไว้ แต่เลือกที่จะเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นและดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเมื่อคิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
"ทำไม"
"ฉันไม่รู้ สเนปไม่ใช่คนที่จะยอมพูดอะไรหมดเปลือกถ้าไม่เห็นว่าจำเป็น"
"พ่อลูกเหมือนกันดีนะ" คำประชดทำให้ลูกแก้วสีเงินตวัดมาทางแฮร์รี่แบบเคืองๆ ก่อนเจ้าตัวจะสะบัดหน้าไปอีกทาง เรียกรอยยิ้มบางให้วาดได้บนใบหน้าเคร่งเครียด
น่าแปลก.. ที่มันล้างความรู้สึกขุ่นมัวไปจนหมด ชักจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว แค่อาการธรรมดาๆเหมือนคนทั่วไปที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่อีกฝ่ายแสดงออกมากลับทำให้เขาเป็นได้ถึงขนาดนี้
นึกอยากจะพบจิตแพทย์เสียเหลือเกิน ในเวลาเกือบชั่วโมง กราฟอารมณ์ตัวเองขึ้นๆลงๆยิ่งกว่าหุ้นในวอลล์สตรีทของพวกมักเกิ้ล
เดรโก มัลฟอย นายนี่มันสายลับตัวยุ่งจริงๆ
เด็กสาวจากกริฟฟินดอร์อมยิ้มให้กับภาพแฟนหนุ่มของตัวที่หลับสบายไปกับหนังสือวิชาปรุงยาที่เธอเป็นคนบังคับให้เขาอ่าน แม้ว่ารอนจะหลับไปได้สักพัก แต่เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ได้ในวันนี้แล้วก็จัดว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ มือบางพับปิดหนังสืออักษรรูนโบราณที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะนำไปวางกลับคืนที่ชั้นอย่างเดิม เดินกลับมาที่โต๊ะเพื่อปลุกรอนไปทานมื้อเย็นด้วยกัน
หลังจากเดินไปส่งแฮร์รี่ที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์บินส์แล้วเธอกับรอนก็คอยสังเกตเดรโกอยู่ตลอดตามคำขอของเพื่อนตัวดีซึ่งก็ไม่พบความผิดปกติอะไร แต่บางครั้งก็เหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าถูกจับตามอง เธอกับรอนจึงคอยตามได้ไม่นานเท่าไหร่ และเลิกตามตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเยี่ยมแม่ของตัวเองที่ห้องพยาบาล จากนั้นจึงได้พากันมาหมกตัวที่ห้องสมุดนี่
เด็กสาวครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เป็นมาตลอดสองสามวันนี้ แฮร์รี่ดูแปลกๆไป เหมือนมีอะไรในใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องยูนิคอร์นกับผู้ชายที่เพื่อนของเธอถามถึง เฮอร์ไมโอนี่อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้เพื่อนคิดถึงเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องที่ให้พวกเธอคอยสังเกตพฤติกรรมของเดรโกอีก
...แฮร์รี่ไปรู้อะไรมา
คิดแล้วก็จนใจที่จะหาคำตอบจนกว่าเจ้าตัวจะยอมเปิดปากพูดจึงเลิกคิด
เฮอร์ไมโอนี่เขย่าตัวรอนไม่เบานักเพราะรู้นิสัยกันดีอยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร หลังจากเสียเวลาเรียกและปลุกไปประมาณเกือบห้านาที กัปตันทีมควิดดิชผู้มีประสาทสัมผัสไว(กับเรื่องอื่น)จึงยอมเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มงัวเงียให้แล้วจัดการตัวเองให้อยู่ในสภาพปกติให้ได้เร็วที่สุด
"แฮร์รี่ยังไม่มาเหรอ ไมโอนี่" เด็กหนุ่มผมแดงถามถึงเพื่อนซี้เป็นคำแรกทันทีที่ลืมตาตื่นมาแล้วไม่เจอ
".." ไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไรกลับไป คนที่คาดว่าอายุไม่น่าจะยืนเพราะชอบหาเรื่องใส่ตัวกลับโผล่หน้ามาให้เห็นแบบกระทันหันด้วยมาดสุขุมกว่าทุกที
"ไปทานมื้อเย็นกันได้แล้วล่ะ" ยิ้มบางให้เพื่อนรักแล้วแตะไหล่เป็นเชิงบอกให้เดินนำ
รอนหันมามองเฮอร์ไมโอนี่พร้อมกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อไม่เห็นว่าจะซักอะไรแฮร์รี่แม้แต่ประโยคเดียวก่อนจะยักไหล่เมื่อเห็นแววตาที่ดวงตาสีน้ำตาลส่งมา
แม้จะเป็นเวลาค่ำแล้วแต่ห้องทำงานของศาสตราจารย์ประจำวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดก็ยังคงให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ไม่ต่างจากในเวลากลางวันเพราะโทนสีแต่งห้องที่เลือกใช้และแสงไฟสีขาวที่ส่องสว่างจากบนเพดาน สายลมยามค่ำพัดเอื่อย บรรยากาศทุกอย่างดูเป็นใจให้กับความรู้สึกดีๆ แต่วันนี้ในห้องกลับอวลไปด้วยความเคร่งเครียด เด็กวัยรุ่นสามคนนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของลูปิน มุงกันอ่านหนังสือพิมพ์ที่เจ้าของห้องส่งให้ทันทีหลังจากแฮร์รี่เล่าทุกอย่างจนหมด
ผู้เสพความตายลงมืออีกครั้ง!!
"อะวาดา เคดาฟรา"
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงฯสังเวยชีวิต
"เมอร์ลิน เกรนท์ถูกฆ่าเหรอฮะเนี่ย"เด็กหนุ่มผมแดงครางออกมาเมื่อได้อ่านจนจบความ ดวงตาสีฟ้าฉายความกังวลออกมาชัด เขารู้จักชายคนนี้พอสมควรในฐานะเพื่อนที่ทำงานพ่อ ตำแหน่งที่ใหญ่ใกล้เคียงกับอาเธอร์ วีสลีย์ทำให้รอนนึกหวั่นใจ ผู้เสพความตายลงมือฆ่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างอุกอาจขณะที่คณะรัฐมนตรีอังกฤษกำลังประชุมลับโดยเกรนท์เป็นคนจากทางกระทรวงเวทย์มนตร์ที่ส่งไปอารักขานายกรัฐมนตรีของอังกฤษ
ไม่แน่ว่า..เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายต่อไปอาจเป็นพ่อของเขา
เฮอร์ไมโอนี่ที่เห็นใบหน้าตกกระจางเผือดซีดก็รีบบีบมือให้กำลังใจ
"คงต้องเตือนให้พ่อของเธอระวังตัวนะ" รอนพยักหน้ารับ
"ทำไมผู้เสพความตายถึงฆ่าเกรนท์ฮะ ทำไมไม่ฆ่านายกรัฐมนตรี" เสียงทุ้มแทรกถามขึ้นท่ามกลางสายตาสงสัยของเพื่อนอีกสองคนและประกายพึงพอใจในดวงตาสีน้ำตาลของผู้เป็นอาจารย์ ลูปินยิ้มออกมาน้อยๆ แฮร์รี่โตขึ้นและมีความคิดมากขึ้นทีเดียว
"นายหมายความว่าไง"
"พวกผู้เสพความตายต้องการสร้างความปั่นป่วนให้ลามไปถึงพวกมักเกิ้ล คนที่ตายควรเป็นบุคคลสำคัญในโลกมักเกิ้ลไม่ใช่เกรนท์ ทั้งที่ในห้องนั้นนายกฯก็นั่งอยู่ด้วยแต่พวกนั้นไม่ทำ กลับมาฆ่าคนที่ไปเป็นบอดี้การ์ด .. ในข่าวบอกว่าใช้ อะวาดา เคดาฟรา ด้วยนี่นา"
"จริงสินะ"เด็กสาวเพียงคนเดียวในห้องเริ่มคล้อยตามกับความคิดของแฮร์รี่ คิ้วโก่งได้รูปถูกเจ้าตัวย่นเข้าหากัน
ไม่มีคำตอบใดจากผู้อาวุโสที่สุดในห้องนอกจากใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยฉายแววเคร่งเครียด
"นี่ล่ะที่ยังเป็นปัญหา"
TBCค่า
อืม วันนี้เพิ่มคำถามดีกว่า ปกติจะถามว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อันนี้ขอเพิ่มคำถาม
1. ในสิบแปดตอนนี้ ชอบตอนไหนที่สุดคะ เพราะอะไร
2. คิดว่ากะล่อนชอบตอนไหนที่สุดเอ่ย
แฮ่ๆ ไม่มีอะไรมาก แค่อยากรู้ค่า
อือ ไม่อยากเชื่อแฮะ แต่งมาสิบแปดตอนแล้วอะ และยังไม่จบ 555555 แต่คิดว่าคงอีกไม่กี่ตอนแล้วล่ะค่า ยังประมาณไม่ได้เหมือนกัน
ขอบคุณมากสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ