FIC HP/DM Real of Little Dragon 18..

posted on 05 Nov 2009 20:17 by kalondong  in ficharry

เหอๆ มาแล้วค่า.....

คราวนี้ยังไม่สอบ ที่ผ่านมาก็ยังไม่สอบ แต่ งานเยอะ งานคณะ การบ้าน กรี๊ดดดดด

อยู่มหาลัยต้องทำโจทย์ส่งอาจารย์ค่า เอสี่แผ่นเดียวเนี่ยแหละ ยังกะเด็กมัธยม 555555 โยนเนื้อหามาให้ อ่านแล้วทำมาก่อน ควิซก่อนเรียน โยนเคสมาให้ทำในคาบ ปิดท้ายด้วยควิซ กรี๊ดดดด เรียนยาโรคหัวใจแล้วหัวใจจะวายตาม ยาเยอะอิ๊บเอ๋งเลยอะ มีมาแทบทุกวันสิน่า เฮ้ออออ

อิอิ อย่างน้อยๆ ก็มีกำลังใจช่วงนี้ ได้รับเสด็จฯด้วยยยยยยยยยยยยยยยยย ทรงพยายามโบกมือให้คน โอยน้ำตาจะไหล ดีใจมากมาย วันนั้นถึงตัวเองไม่ได้ลอยกระทงก็คุ้ม(แต่ความจริงก็ได้ลอยนะ ท่าที่ท่านไปลอยนั่นแหละ ..ปลื้ม) ฝันดีเลยเชียว แล้วตื่นมาเจอกับความจริงอันโหดร้ายตอนทำควิซ5555

ตอนรู้ข่าวนี่วิ่งลงจากตึกเรียนกันเลยทีเดียว พี่ๆนักการงงกันเป็นแถบ พวกแกวิ่งทำไมกันฟระ รอตั้งแต่สี่โมงครึ่ง เสด็จจริงเกือบทุ่ม อิอิ รอได้เสมอค่าาาาาาาาาาา สรุปว่ากลับห้องตอนสามทุ่มแบบยังไม่มีข้าวเย็นตกถึงท้อง เพราะรอส่งเสด็จฯกลับตึกด้วย

สมเด็จพระเทพฯทรง น่ารัก มากๆ  เปิดไฟในรถเพื่อให้คนที่มารอรับได้เห็นท่าน รถก็ขับไม่เร็วด้วย เห็นชัดเลย แต่ทรงดูเหนื่อยๆแฮะ

อูย พร่ำเพ้อง่ะ เหอๆ ฟิกปั่นร้อนๆมาแล้วค่า

เอ้อ ใช่ ตอนที่แล้วมีจุดผิดสองจุดมั้ง เรื่องบินส์ คือ ผี ง่ะ แต่.. แต่เขียนบรรยาย เง่อ.. อาจารย์ใช้ไม้กายสิทธิ์เสกให้หนังสือกางออกให้ลูปินดู... มันไม่ช่ายยยยยย ไม่ใช่อารมณ์อาจารย์ ก็เลย เอาวะ ผีถือหนังสือได้ก็ได้ ต้องขอโทษผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่า อันนี้ตั้งใจผิด ส่วนอีกที่คือ เลือดยูนิคอร์น สารภาพว่าจำสีไม่ได้ง่ะ แล้วก็ไม่ได้เช็คดูด้วย ต้องขอโทษอีกทีค่า

เอาล่ะ รายงานความผิดเสร็จแล้ว ไปอ่านตอนต่อไปกันเถอะเนอะ

 

 

18

 

ชายหนุ่มเจ้าของผมบลอนด์ยาวภายใต้ผ้าคลุมล่องหนแนบตัวพิงกับกำแพงด้านในของห้องห้องหนึ่งในตึกใหญ่รูปทรงโบราณที่ยังคงความสวยงาม สถานที่สำคัญที่เขารู้ดีว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสำคัญของหน่วยงานราชการต่างๆของอังกฤษไว้ด้วยกัน ภายในห้องตกแต่งด้วยวัสดุหรูหรา บ่งบอกถึงความพิถีพิถันในการคัดสรรสิ่งประดับเพื่ออวดอ้างความงาม  

 

... ความดูดีมีระดับ .. คงเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะยอมรับว่าคนในระดับสูงของมักเกิ้ลมีได้เกือบจะเท่าเทียมเขา

 

แสงสีส้มจากดวงไฟที่เปิดไว้เพื่อจุดมุ่งหมายในการตกแต่งมากกว่าการใช้งานจริงช่วยพรางตาเงาแห่งความกังวลที่ฉายอยู่บนใบหน้าของบรรดาบุคคลสำคัญในห้องนี้ได้ดีทีเดียว แม้จะต้องการปฏิเสธขนาดไหนแต่ตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ ความหวาดหวั่นต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือ มันเป็นเช่นไร

 

ฝ่ามือใหญ่เริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อจากทั้งความอบอุ่นภายในห้องและความคิดเบื้องลึก

 

ใบหน้าขาวซีดเรียบเฉยด้วยความเย็นชาตามปกติ ผิดกับดวงตาสีควันบุหรี่สะท้อนประกายที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น มือข้างหนึ่งที่กำไม้กายสิทธิ์ไว้เกร็งเครียดจนขึ้นข้อขาว 

 

ทั้งผิดหวัง เจ็บปวด โกรธ ชิงชัง ระคนกันจนทุกอย่างแปรเป็นความแค้น 

 

วันนี้ เขาจะลงมืออีกครั้ง และมันจะไม่มีคำว่าผิดพลาด

 

 

ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆห้อง ขณะนี้มีชายร่างท้วมใส่เสื้อผ้าของพวกมักเกิ้ลห้าคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว เท่าที่สังเกตดูน่าจะเป็นพวกระดับสำคัญเพราะการอารักขาที่รัดกุมโดยแต่ละคนต่างมีบอดี้การ์ดประจำตัวติดตามและหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ตวรจสอบทุกอย่างอยู่ทางประตูเข้าออกที่อยู่เยื้องไปกับตำแหน่งที่เขายืนนี้ 

 

พวกมักเกิ้ลอาจจะค้นอาวุธได้  ..แต่ไม่มีวันตรวจสอบเวทย์มนตร์ได้

 

ชายหนุ่มจับจ้องไปยังประตูอย่างอดทน เป้าหมายของเขายังไม่มา แต่ทันทีที่มันโผล่มาให้เขาได้เห็น เมื่อนั้น ..จะเป็นเวลาตายของมัน

 

เสียงลูกบิดประตูถูกหมุนเปิดแล้วปิดลง ชายวัยกลางคนร่างผอมสูงที่ยังคงเค้าความคมเข้มเดินเข้ามาภายในด้วยท่วงท่าสง่างามผิดกับอายุที่อาวุโสไปมากแล้ว ตามติดมาด้วยชายหนุ่มร่างสันทัดเจ้าของตำแหน่งสูงที่เขาคุ้นตา ..คนที่กระทรวงเวทย์มนตร์ส่งมาอารักขา

 

รอยยิ้มน้อยๆที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้มาใหม่ถูกส่งให้กับทุกคน ขัดกับดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนแววคมกริบ ความกดดันที่แผ่ออกมาเปลี่ยนบรรยากาศเขม่นคุกรุ่นของเหล่าผู้มีอำนาจให้เขม็งเครียดขึ้นเพราะความหวาดหวั่นลึกๆที่ต่างคนต่างมีต่อบุคคลผู้นี้

 

นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ

 

แต่ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ ลูเซียส มัลฟอย นี่เป็นงานเล็กๆ แต่เป็นก้าวหนึ่งในการทำลาย

 

วูบหนึ่งที่ดวงตาคมวาวโรจน์... พวกมันต้องพินาศ!!!

 

 

และเป้าหมาย.. อยู่ตรงหน้าแล้ว

 

"อะวาดา เคดาฟรา!!!"

 

สิ้นเสียงตะโกนคาถาถัดมาก็เป็นเสียงล้มตึงที่สร้างความโกลาหลมากมายได้ในห้อง พร้อมกับการหายตัวไปทันทีของลูเซียส มัลฟอย

 

 

มือใหญ่ค่อยๆพลิกหน้ากระดาษที่เก่ากรอบจนเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองน้ำตาลอย่างระมัดระวัง กวาดสายตาไล่ไปตามตัวอักษรแต่ละบรรทัดอย่างละเอียด ถอดเสื้อคลุมเครื่องแบบออกเหลือเพียงเชิ้ตสีขาวตัวใน คลายปมเนคไทออกเล็กน้อยเพื่อระบายความร้อนในตัว แม้ว่าบรรยากาศโดยทั่วไปของฮอกวอตต์ยามนี้จะจัดว่าเย็นสบายจนถึงหนาว แต่ภายในห้องสมุดส่วนตัวของบินส์ไม่ได้ให้ความรู้สึกเช่นนั้นแม้แต่น้อย ชั้นวางหนังสือแต่ละชั้นแน่นขนัดไปด้วยตำรา พงศาวดาร จดหมายเหตุ และบันทึกต่างๆที่ผู้เป็นเจ้าของสะสมไว้ แม้จะมอบบางส่วนที่จำเป็นกับเหล่านักเรียนให้กับทางโรงเรียนนำไปใส่ไว้ในห้องสมุดปกติแล้วก็ตาม

 

นิ้วเรียวค่อยๆไล่ไปอย่างช้าๆ ภาษาที่ใช้ในคนแต่ละชั่วรุ่นมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง การอ่านการตีความจึงใช้เวลานาน ยิ่งยุคสมัยห่างกันมากเท่าไหร่ ความต่างของการใช้ไวยากรณ์ก็ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น นึกเสียดายตัวเองที่ไม่ได้ชอบอ่านอะไรเก่าๆนักไม่งั้นก็คงจะเสียเวลาน้อยกว่านี้ แล้วยังลายมือเขียนที่ไม่ได้บรรจงนี่อีก เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจออกเฮือกหนึ่ง ดึงแว่นออกมาวางไว้ที่โต๊ะ ใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมอยู่ตามหน้าผาก ขยับคอเสื้อไปมาเพื่อให้อากาศได้ผ่านเข้าข้างใน

 

บินส์ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ห้องสมุดส่วนตัวกลายเป็นเตาอบไปแบบนี้ แต่การปล่อยให้กระดาษสมัยก่อนที่มีอายุยาวนานสัมผัสกับลมและแสงแดดตามปกติย่อมเป็นการทำร้ายหนังสือ แฮร์รี่เองก็เข้าใจในข้อนี้จึงยินดีที่จะอ่านอยู่ด้านในโดยไม่นำไปที่ห้องส่วนตัว นึกนิยมอาจารย์อยู่ในใจว่าเป็นคนรู้รอบ เพราะประยุกต์ความรู้ของพวกมักเกิ้ลในเรื่องการดูแลเอกสารโบราณมาใช้ด้วยโดยการอาศัยเวทย์มนตร์ให้ภายในห้องมีออกซิเจนน้อยเพื่อยืดอายุของเอกสารพวกนี้ออกไป

 

แน่นอนว่าแฮร์รี่ต้องแวบออกไปสูดอากาศด้านนอกแทบทุกสิบห้านาที

 

บันทึกของมอร์แกน แฮร์ริสันนี้เขียนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาได้พบเห็น ชายคนนี้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงก่อนยุคกลางประมาณร้อยกว่าปี หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายๆเล่มที่ศาสตราจารย์บินส์แนะนำให้อ่าน อาจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์เวทย์มนตร์บอกว่าเขาเคยอ่านเจอในหนังสือ(หายากมาก)สองสามเล่มแต่จำไม่ได้ว่าอยู่ในเล่มไหนในบรรดาตั้งเหล่านี้  

 

บินส์เล่าว่ามีกล่าวถึงการเข้าใกล้ยูนิคอร์นของผู้ชายด้วยเงื่อนไขบางอย่าง โดยสองสามเล่มนั้นยืนยันตรงกัน เพียงแต่ความเก่าเก็บของเนื้อหาและความอ่อนด้อยในคุณค่าทางวิชาการที่เป็นเพียงบันทึกเหตุการณ์ของตัวผู้เขียน ข้อเขียนจึงไม่มีน้ำหนักมากนัก เรื่องที่ผู้ชายสามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จึงเลือนหายไปกับกาลเวลา

 

 

วันนี้เป็นวันที่สองแล้วที่แฮร์รี่มานั่งแช่เปิดหนังสือไปเรื่อยๆ ปล่อยให้เพื่อนอีกสองคนเฝ้าสังเกตซาบินี่ พาร์กินสัน และสเนป เฮอร์ไมโอนี่กับรอนรวมถึงลูปินไม่เข้าใจสิ่งที่แฮร์รี่กำลังทำอยู่เพราะเขาไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติม เดรโกเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จนมันมานอนตัก   คิดยังไงมันก็เป็นคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ แล้วไอ้เรื่องจะหวังให้เจ้าชายมายืนยันด้วยตัวเองก็ดูจะเหมือนฝัน เพราะคนๆนั้นเมินแฮร์รี่และพวกไปเลย  ..ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดจนกว่าเขาจะหาหลักฐานยืนยันและหาทางบีบเจ้าตัวได้

 

แฮร์รี่มั่นใจอยู่ข้อหนึ่งคือ การที่ผู้ชายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้ ต้องอาศัยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้สัตว์วิเศษแสนสวยแต่ชีกอนั้นยอมรับ ตัวอย่างง่ายๆก็คือเดรโกเองนี่แหละ เมื่อตอนเรียนกับแฮกริดกระทั่งเด็กผู้หญิงบางคนยังเข้าใกล้ไม่ได้ แน่นอนว่าเดรโกเองก็เข้าใกล้ไม่ได้เช่นกัน แต่มาไม่กี่วันนี้ ยูนิคอร์นแทบจะเดินมาหาเด็กหนุ่มผมบลอนด์เองด้วยซ้ำ แต่กับแฮร์รี่ก็ยังขู่ใส่อยู่เหมือนเดิม จะต้องมีอะไรเข้าไปเปลี่ยนแปลงตัวของเจ้าชายน้ำแข็งแน่ๆ

 

เดี๋ยวนะ เปลี่ยนแปลงหรือ ? การเปลี่ยนแปลงของเดรโกที่ชัดๆเลยก็คือ การได้กลับเป็นเด็กอยู่ช่วงหนึ่งด้วยน้ำยาที่ไม่รู้ที่มา แต่มันก็ไม่ใช่หลักฐานที่เชื่อมโยงได้แน่นอน..

 

คิดแล้วก็จนปัญญาก็เลยได้แต่นั่งเปิดไล่ไปทีละหน้า ได้แต่หวังให้สิ่งที่เขาเดาไว้เป็นจริงเพราะมันน่าจะทำให้สืบต่อได้ง่ายขึ้นและอาจคลี่คลายปริศนาได้ในทีเดียว แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นก็คงต้องกลับไปเริ่มคลำทางใหม่

 

เด็กหนุ่มปิดหนังสือเล่มที่จับอยู่นี้ลง เล่มนี้..ไม่มี ไม่มีกล่าวถึง มือสีแทนหยิบหนังสือเล่มใหม่จากตั้งที่ความสูงค่อยๆละระดับลงเรื่อยๆมาดูอย่างถนอม

 

...ประวัติศาสตร์ ..จะมาเห็นคุณค่าของมันเอาก็ตอนยามจำเป็นจริงๆนี่แหละ

 

 

แดดยามบ่ายแก่สาดแสงสีส้มสะท้อนเข้ามาภายใน ขับให้ห้องพยาบาลที่ทาไว้ด้วยสีขาวครีมดูเข้มขึ้น ไม่ได้ให้ความรู้สึกสดใสสำหรับผู้ที่ก้าวเข้ามานัก หากไม่ได้หมองหม่นจนลิดรอนกำลังใจของคนที่กำลังหวัง เด็กหนุ่มผมสีบลอนด์สว่างเดินเข้ามาใกล้เตียงของคนที่ตนแสนห่วง ทรุดตัวลงนั่งยังเก้าอี้พนักเตี้ยที่ถูกจัดวางไว้ข้างๆราวจะรู้ว่าต้องมีคนมาใช้งานประจำเสมอ

 

ดวงหน้าที่ปกติจะเมินเฉยราวไร้ซึ่งความรู้สึกต่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ณ เวลานี้มีเพียงความอ่อนโยนที่แสดงออกให้เห็น กอบกุมมือขาวซีดของผู้เป็นมารดาไว้แล้วยกขึ้นแนบแก้มอย่างทะนุถนอม ลูกแก้วสีเงินกวาดมองไปทั่วร่างกายบอบบางที่นอนอยู่ ระบายลมหายใจออก คลายความอึดอัดลงบ้างเมื่อเห็นว่านาร์ซิสซาร์มีอาการภายนอกดีขึ้นเป็นลำดับ รอยช้ำและรอยแผลเลือนหายไปเกือบหมดแล้ว มีเพียงแค่ที่หน้าผากที่ยังคงปิดทับด้วยผ้าพันแผลขนาดเล็ก    

 

ริมฝีปากสีชมพูพึมพำคาถาเก็บเสียงขณะใช้ไม้กายสิทธิ์วาดไปตามที่เคยรู้แล้วเก็บมันไว้ในกระเป๋าเสื้อตามเดิม

 

"ตื่นมาคุยกับผมหน่อยสิครับแม่"

 

คำขอที่ขอไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ขอไปทั้งๆที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่มีทางที่จะได้ยิน  แต่เพียงแค่ได้พูดออกมาก็รู้สึกดีขึ้น

 

...สงสัยว่าตัวเองตอนเด็กจะโดนเจ้าแว่นหน้าบากหลอกเอาเสียแล้ว ยิ้มออกมาน้อยๆกับการเสียรู้และความใจดีของฮีโร่กู้โลกที่ไม่มีเว้นวรรคกับใคร กระทั่งคนที่ตัวเองแสนจะเกลียดขี้หน้า

 

..สมกับเป็นหมอนั่น

 

 

รู้สึกผ่อนคลายได้อยู่ประเดี๋ยวเดียว ความคิดคำนึงบางอย่างที่เฝ้าตามย้ำเตือนก็กลับมาทำให้ใจหม่นอีกครั้ง แววในดวงตาสีเงินหมองลงไปถนัด

 

"ตอบผมหน่อยสิฮะ ว่า..ทำไม..แม่ถึงต้องเป็นแบบนี้" ขบฟันกับริมฝีปากล่างจนแทบห้อเลือดแต่มือที่กุมมือของนาร์ซิสซาก็ยังมีแต่สัมผัสที่อ่อนโยนเช่นเดิม เค้าความกังวลฉายชัดอยู่บนใบหน้าขาวซีด เปลือกตาบางถูกเจ้าตัวปิดลงราวจะข่มอารมณ์ความรู้สึกให้กลับมาเป็นปกติ เพราะหากมัวแต่บั่นทอนใจตัวเองเช่นนี้ก็รังแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง

 

ว่าที่สายลับมือดีค่อยๆเรียบเรียงเหตุการณ์ทุกอย่างเท่าที่จำได้ในหัว พยายามนึกรายละเอียดทั้งในช่วงก่อนและหลังการกลับเป็นเด็กให้ได้มากที่สุด เมื่อสเนปปฏิเสธที่จะบอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น สิ่งเดียวที่จะช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับตัวเขาเองได้ในตอนนี้คือการหาข่าวและความเชื่อมโยงด้วยตัวเอง   

 

 

เด็กหนุ่มวางศอกลงกับเตียงห้องพยาบาลใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางไว้ จุดเริ่มต้นคือการที่เขาต้องกลับเป็นเด็ก .. วันที่ถูกกรอกน้ำยา จำได้ว่าแทบจะไม่มีแรงสู้ด้วยซ้ำเพราะพิษไข้กับการกินอะไรไม่ได้มาหลายวัน

 

...แค่นึกถึงสาเหตุก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีกแล้ว เรียวปากสีชมพูแค่นยิ้มเหยียดให้กับความอ่อนแอ ทั้งๆที่ควรจะชินได้แล้วเพราะต้องเจอมาตลอดหลายปี แต่กลับทำไม่ได้เลยสักครั้ง ยังคงรู้สึกกับทุกอย่างอยู่ตลอด ดีที่สุดก็ได้แค่อดกลั้นไม่ให้มันแสดงออกอย่างเมื่อตอนเป็นเด็กเท่านั้น

 

หากแต่ครั้งนี้..หนักหนาที่สุดตั้งแต่ได้เจอมา

 

...ความเกลียดชังแรงกล้าที่สัมผัสได้ชัด ... รุนแรงเสียจนอยากให้ตาย

 

เดรโกกลืนก้อนแข็งๆลงคอ เขารู้..เขายังตายไม่ได้  ยังมีหน้าที่ที่ต้องทำให้ลุล่วง จากนั้น.. ชีวิตจะเป็นอย่างไร..ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย

 

‘ไม่ได้ เดรโก อย่าฟุ้งซ่าน' เด็กหนุ่มผมบลอนด์สะบัดศีรษะแรงๆไล่ความคิดที่ทำร้ายใจออกจากหัว

 

ในวันนั้นพวกฮัฟเฟิลพัฟเข้ามาหาเรื่องเขาอย่างเคย เพียงแต่มีบางอย่างที่เขารู้สึกได้ว่ามันแปลกไป ที่น่าสงสัยที่สุดก็คือทำไมพวกนั้นถึงได้มีน้ำยาฝีมือสเนปที่เอามาสับเปลี่ยนกับฝาแฝดวีสลีย์ได้ เขารู้จักพ่อทูนหัวของตัวเองดีพอ สเนปไม่มีวันไว้ใจคนที่เขาเห็นว่าไร้ความสามารถ อีกทั้งยังรู้อีกว่าเดรโกรับมือเด็กกลุ่มนั้นได้ไม่ยากเลยหากว่าร่างกายเขาปกติ

 

หากว่าร่างกายเขาปกติ.. ลูกแก้วสีเงินเบิกกว้างขึ้นราวจะนึกอะไรออก

 

แต่.. วันนั้นร่างกายเขาไม่ปกติ.. และพวกนั้นก็ทำสำเร็จ 

 

บางทีชายหนุ่มอาจมีผู้ช่วย.. คนที่รู้สภาพของตัวเขาดี คนที่รู้ว่าเขากำลังไม่สบาย  

 

เบลส กับ แพนซี่

 

ร่างโปร่งระบายลมหายใจออกน้อยๆเมื่อปมเริ่มคลายออกมาทีละนิด ส่วนเรื่องน้ำยา .. เดรโกไม่คิดจะค้นหาเลยว่าได้อะไรเข้าไป รู้แน่ว่าไม่ใช่ของคู่แฝดก็พอในเมื่อศาสตราจารย์ปรุงยาก็เหมือนหนังสือเคลื่อนที่

 

จะบอกว่านี่เป็นบทลงโทษจากโวลเดอร์มอร์ที่เขาเป็นสายลับก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นผลที่ตามมาคงมากกว่าการที่แม่ต้องมานอนเจ็บ  ส่วนเมื่อตอนเป็นเด็ก ที่สำคัญๆเกี่ยวกับตัวเขาก็มีแค่ คำทำนายของทรีลอว์นีย์ วันที่จะถูกพาไปรับตรามาร แล้วก็วันที่รู้ข่าวเรื่องแม่  สามเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า

 

หรือเขาควรจะร้อยให้มันเป็นเรื่องเดียวกันแล้วสืบหาหลักฐานยืนยันทีหลัง

 

 

ปกติแล้ว.. โวลเดอร์มอร์จะไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับแม่ของเขาเลยแม้สักครั้ง และพ่อก็ไม่เคยคิดจะให้แม่เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะรู้ว่าแม่ไม่ได้สนับสนุนนัก แต่ถ้าไอ้คนชั่วนั่นกล้าลงมือกับแม่เขาโดยที่พ่อทำอะไรไม่ได้ก็แปลว่า แม่.. ต้องไปทำอะไรซักอย่างที่รุนแรง หรือขวางทางของโวลเดอร์มอร์

 

เด็กหนุ่มเหยียดยิ้มเยาะเย้ยตัวเองอีกครั้ง ... แม่.. ต้องลงมือเพื่อเขา ไม่เช่นนั้นจะไม่มีวันยอมลดตัวมาแปดเปื้อนกับสิ่งร้ายๆแบบนี้

 

คำทำนายของทรีลอว์นีย์  การรับตรามาร  แม่  คีย์สำคัญสามอย่างประกอบกันให้สายลับได้ไตร่ตรองถึงความเป็นไปได้ ลูกแก้วสีเงินเบิกกว้างได้มากกว่าครั้งไหนๆเมื่อคาดเดาได้ถึงสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด

 

แล้วหยาดน้ำใสๆก็ไหลกลิ้งออกมาตามแก้มเนียน ...เพราะไม่เคยได้มีน้ำตามานาน เด็กหนุ่มจึงรู้สึกตกใจ ใช้มือสองข้างปาดน้ำตาออกจากหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่ายิ่งเช็ดก็ยิ่งเป็นการพังทำนบกั้นที่กักไว้  ที่สุดก็ต้องยอมแพ้ ฟุบหน้าลงกับมือเรียวสวยของผู้เป็นแม่ ไหล่บางไหวสะท้านไปกับความปวดร้าวที่ต้องทนรับ   

 

วันนั้นที่ต้องร้องไห้ยังมีคนพยุงไว้ ...แต่วันนี้ ... ทำได้แค่เพียงกอดตัวเองเท่านั้น

 

 

หลังจากใช้ความพยายามอยู่นานแฮร์รี่ก็พบกับข้อมูลสำคัญที่น่าจะช่วยคลายปริศนาได้มาก เด็กหนุ่มแทบจะกระโดดเต้นบัลเลต์พร้อมกับร้องตะโกนด้วยความดีใจ ถ้าไม่ติดว่าถ้าทำเช่นนั้นบรรดาตั้งหนังสือคงพังลงมาเสียก่อน

 

ในบันทึกของเมอร์เรย์กับทรีเวอร์เขียนตรงกันคือได้พบเห็นผู้ชายที่สามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จากการดื่มเลือดของยูนิคอร์นตัวนั้น

เวลานี้ แฮร์รี่ไขข้อสงสัยได้แล้วอย่างน้อยสองข้อ หนึ่งคือในส่วนผสมของตัวน้ำยาที่เดรโกได้ไป ส่วนอีกข้อคือสาเหตุที่เจ้าชายสลิธีรินสามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้  ข้อแรกนั้นถือว่าสำคัญมากเพราะน้ำยาชั้นสูงที่มีฤทธิ์เปลี่ยนคนให้กลับเป็นเด็กได้มีไม่กี่ตัวและคงมีน้อยมากที่ใช้เลือดยูนิคอร์นเป็นส่วนผสม

 

ใช่.. เด็กหนุ่มผมบลอนด์ต้องได้รับเลือดของยูนิคอร์นเข้าไป เมื่อได้มีโอกาสเข้าใกล้เจ้าของเลือดเดรโกจึงไม่ถูกปฏิเสธ

 

ส่วนข้อสอง .. ก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก แค่แฮร์รี่อยากรู้  ส่วนจะรู้ไปทำไม ..แฮร์รี่ไม่อยากหาเหตุผลแล้ว

 

หลังจากคัดลอกข้อมูลและชื่อหนังสือที่ใช้อ้างอิงแล้วแฮร์รี่ก็จัดการยกหนังสือหลายตั้งจัดเก็บเรียงเข้าตามตำแหน่งเดิมของมัน เขาตั้งใจว่าจะเข้าไปคุยกับเดรโกดูก่อน เพราะเท่าที่แฮร์รี่สังเกตอีกฝ่ายเหมือนจะรู้และแน่ใจกับอะไรบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งยังดูเหมือนไม่เชื่อกับที่มาของน้ำยาด้วย

 

ช่วงเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันเดือนกว่า แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในร่างเด็กแต่แฮร์รี่ก็พออ่านอะไรได้พอสมควร จริงอยู่ที่กำแพงน้ำแข็งของเดรโกจะหนามากขึ้นตามเวลาแต่การปิดบังความรู้สึกในเวลาที่ร่างกายไม่พร้อมก็ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ  อาการปฏิเสธที่แฮร์รี่เห็นได้จากตอนเดรโกอ่านฉลากน้ำยาเวลามหาสนุก นั่นไม่ได้มาจากความสับสนของเจ้าตัวที่เพิ่งได้คืนร่างใหม่ๆแน่

 

เขาคงต้องทำสิ่งที่ยากกว่าการหลอกปั่นหัวพาร์กินสันหลายเท่า

 

...ล้วงเอาข้อมูลจากสายลับมือดีของภาคี

 

เด็กหนุ่มผมดำพับกระดาษโน้ตเก็บเข้ากระเป๋ากางเกง กวาดตามองรอบๆห้องสมุดส่วนตัวของบินส์เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยทุกอย่างและสั่งลาก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป 

 

...ตั้งหนังสือสูงขนาดนี้ หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก

 

 

คงเป็นเพราะสภาพอากาศที่เย็นลงกว่าเคยกับสายลมที่พัดแรงในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ทำให้บรรดานักเรียนต่างเลือกที่จะเก็บตัวเอาความอบอุ่นอยู่บนหอหรือไม่ก็ในห้องสมุดแทนที่จะมาเดินเล่นหรือผ่อนคลายข้างนอกอย่างเคย ตลอดทางตั้งแต่แฮร์รี่เดินมาก็เพิ่งเห็นแค่เด็กกริฟฟินดอร์ปีสองกลุ่มเดียวที่เพิ่งสวนกันไป แฮร์รี่จัดผ้าพันคอสีแดงผืนโปรดให้กระชับกว่าเดิมแล้วหยิบแผนที่ตัวกวนที่พกติดตัวตลอดเวลาขึ้นมาดู กวาดตามองหาชื่อที่ส่วนลึกของใจพะวงถึง

 

ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน ...แต่เหมือนไม่ใช่

 

ไม่รู้ว่าตัวเองชักจะเป็นโรคจิตหรืออย่างไร ในเวลาที่เครียดหรือกังวล ใจก็พานจะอยากเจอเด็กคนนั้นทุกที

 

น้ำแข็งน้อยๆที่มีรอยยิ้มอบอุ่นจนละลายกำแพงทิฐิของคนโง่บางคน

 

 

ทีแรกที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับคนที่เล่นด้วยยากที่สุด แฮร์รี่ตั้งใจว่าจะไปสงบใจกับบรรยากาศเย็นยะเยือกริมทะเลสาบเสียก่อน แต่ก็ต้องลังเลเมื่อเด็กหนุ่มเจ้าของผมบลอนด์สว่างอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว สมองสองฝั่งที่คอยทำงานประสานกันดีในช่วงหลังๆกลับมาแตกคอกันเหมือนตอนที่ต้องติดอยู่กับเดรโกใหม่ๆอีกแล้ว

 

เปลี่ยนทิศซะ ไปหาทางหนีทีไล่ก่อน

 

จะไปที่อื่นทำไมเล่า ยังไงก็ต้องมาอยู่ดี

 

แล้วจะไปแบบไม่เตรียมตัวให้โดนสายลับเขาเชือดกลางอากาศเข้าหรือไง

 

หนาวนะ ทำไมออกมานั่งข้างทะเลสาบคนเดียว

 

นี่มันเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคิดตรงไหน

 

ลมแรงชะมัด ไม่ดูแลตัวเอง เดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก

 

แกเป็นบ้าอะไรไปเนี่ยแฮร์รี่

 

ก็แค่...เป็นห่ว..

 

เด็กหนุ่มผมดำระบายลมหายใจออกหนักๆให้สมกับความคิดที่ตีกันวุ่นในหัว ขยี้ผมที่ไม่เคยเป็นทรงให้ยุ่งมากกว่าเดิม จะเด็กจะโต เจ้าชายสลิธีรินก็ทำให้เขาปวดหัวได้เสมอสิน่า แฮร์รี่ตอบตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าตัดสินให้ฝ่ายไหนชนะ แต่พอมารู้ตัวเอาอีกทีร่างเพรียวในชุดเสื้อคลุมสีดำตัวบางก็หันหลังกอดเข่าอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

 

สายลมแรงทำให้เส้นผมสีอ่อนที่ห่างกรรไกรมาพอสมควรปลิวไปด้านหนึ่ง มือเล็กกระชับเสื้อเข้ากับตัวมากขึ้น ฟุบหน้าลงกับเข่าที่ตั้งชันไว้ จ่อมจมอยู่กับความคิดเดิมๆที่วนไปวนมาไม่รู้จบจนต้องมานั่งสงบใจอยู่ที่นี่รอให้มันตกตะกอนลง กอดตัวเองไว้เพื่อทดแทนความอบอุ่นที่ไม่มีวันหวนคืน

 

เดรโก มัลฟอยกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้งเมื่อหูได้ยินเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งดังอยู่จากด้านหลัง สัญชาตญาณระวังระไวบังคับให้หันกลับไปโดยอัตโนมัติ ดวงตาสองคู่ประสานกันโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ทันได้ตั้งตัว แววตกใจระคนอึดอัดปรากฎขึ้นในลูกแก้วสีเงินให้คนที่เพิ่งมาใหม่ได้เห็น แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวแล้วเด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็เบือนหน้ากลับไปทางทะเลสาบอย่างเดิม

 

ความน้อยใจบางๆฉาบขึ้นทาบบนผิวใจก่อนที่จะจางหายไปโดยที่แฮร์รี่ไม่ทันรู้แต่ความเหนื่อยหน่ายกลับท้นขึ้นชัดในความรู้สึก เอ่ยกล่าวคำทักทายอีกฝ่ายอย่างเก้ๆกังๆเพราะรู้ได้จากท่าที เมิน  เพื่อบอกว่าไม่ต้องการจะคุยด้วย

 

"เอ่อ..หวัดดี นาย.."

 

"..."

 

คนเริ่มทักแทบอยากจะกลอกตา เขาควรจะรู้นี่นาว่าไอ้การเพิกเฉยต่อสิ่งต่างๆเนี่ยคนตรงหน้าทำได้ดีเยี่ยมขนาดไหน

 

"ฉันมีเรื่องต้องการจะคุยกับนาย" น้ำเสียงทุ้มเข้มขึ้นปรับให้อยู่ในระดับจริงจังเมื่อไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

 

".."

 

แฮร์รี่ตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ไล่เลี่ยกันกับที่เดรโกใช้แขนยันตัวเองขึ้น ตั้งท่าจะก้าวเดินหนีไปแต่ก็ไม่ทันเมื่อเป็นอีกครั้งที่มือของซีกเกอร์ไม่ยอมปล่อยสิ่งที่ตามหา  

 

"นี่เป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้เกลียดฉันขนาดไหนก็คุยกันก่อนเถอะ" ทอดเสียงอ่อนลงเพื่อจะขอร้อง

 

แฮร์รี่ไม่สามารถเห็นได้ว่าคนที่เขาถือโอกาสคว้าแขนไว้ทำสีหน้าแบบไหน แต่ที่สุดแล้วเจ้าตัวก็ยอมนั่งลงตรงที่เดิม ถามแฮร์รี่ห้วนสั้นแม้ว่าจะไม่ยอมหันมามองหน้าอยู่ดี

 

"มีอะไร"

 

"นายได้คุยกับใครบ้างรึยัง เรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้"

 

"จะให้ฉันประจานตัวเองหรือไงว่าเป็นผู้ชายประหลาด เดี๋ยวก็ได้มีพวกจงใจโง่คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงขึ้นมาอีก"

 

คราวนี้คนจงใจโง่ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย พลางคิดว่าตัวเองพลาดแล้วที่ไปกวนอารมณ์เจ้าชายน้ำแข็งอย่างนั้นทำให้อีกฝ่ายต้องเก็บมาว่ากระทบกระเทียบจนวันนี้ แผนเนียนแกล้งโง่ที่กะจะใช้คงต้องขุดหลุมฝังเก็บไปเลย

 

"แล้วเรื่องที่นายกลับเป็นเด็กล่ะ"

 

"ฉันคิดว่านี่มันเรื่องของฉัน"

 

"แต่เรื่องของนาย มันต้องมีฉันเกี่ยวแบบไม่หลุดตั้งเดือนกว่านะ"

 

".."

 

สองมือที่ประสานกันอยู่บนเข่ากำเข้าหากันแน่นขึ้นเล็กน้อย ระบายลมหายใจออกแล้วเอ่ยถามอย่างเสียไม่ได้

 

"นายต้องการอะไรกันแน่"

 

"สิ่งที่นายรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับตัวนายเรื่องที่นายกลับเป็นเด็กและเรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้"

 

"ง่ายไปมั้ง พอตเตอร์ ถามเอาโดยที่ไม่ต้องออกแรงเลยเนี่ยนะ อ้อ แล้วคราวนี้ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด จะมามั่วบังคับพูดคงไม่ได้หรอกมั้ง คุณหัวหน้านักเรียนชาย" เปรยตอบเสียงหยันมาพร้อมกับเหยียดยิ้ม

 

"ใครบอกว่าฉันจะมาถามนายฟรีๆ เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหน่อยไหมล่ะ"

 

"นายรู้อะไรมา"

 

"ง่ายไปมั้ง เจ้าชายน้ำแข็ง ถามเอาโดยที่ไม่ต้องออกแรงเลยเนี่ยนะ อ้อ แล้วคราวนี้ฉันดันเป็นหัวหน้านักเรียนชายซะเอง จะมั่วบังคับพูดคงไม่ได้มั้ง คุณสายลับคนเก่ง"

 

น้ำเสียงล้อเลียนทำให้คนอารมณ์ขึ้นง่ายเริ่มจะคิ้วกระตุก คิดอยากจะลุกหนีแต่ก็ ได้แค่คิดเพราะคนมือไวข้างๆคงไม่ปล่อยเขาให้หนีไปก่อนง่ายๆ คงต้องปลงแล้วหาทางรับมือกับคู่ปรับตลอดกาลที่เริ่มทำตัวแปลกไปจะดีกว่า

 

"เข้าเรื่องซักที นายทำให้ฉันเสียเวลามามากพอแล้ว"

 

 "เรื่องที่นายเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้ เรื่องคนวางแผนกรอกยานาย เรื่องน้ำยา แต่สองอันหลังนี่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ รู้แค่คนร่วมลงมือแล้วก็ ส่วนผสมตัวนึง เท่านี้ พอจะยอมแลกได้มั้ย"

 

เป็นครั้งแรกที่ดวงหน้าขาวยอมหันกลับมามองแฮร์รี่ ลูกแก้วสีเงินฉายแววฉงน สีหน้าบอกความทึ่งจนแฮร์รี่เริ่มรู้สึกเซ็งเล็กน้อย เพราะคิดว่าในสายตาเดรโก แฮร์รี่จะเก่งบ้างไม่ได้เชียวหรือ แต่...เอ แล้วเงาแปลกๆที่ทอผ่านในนัยน์ตาคนตรงหน้าเพียงแวบเดียวนี่เล่า มันแฝงความภูมิใจระคนชื่นชมไว้ด้วย

 

...เหมือนกับที่เด็กคนนั้นเคยใช้มองแฮร์รี่

 

 

เขาว่ากันว่า เมื่อต้องรู้สึกสูญเสีย คนเรามักจะมีความคิดหลอกตัวเองได้ง่าย                    

 

แฮร์รี่ แกกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า

 

 

"คนที่จับฉันกรอกยาน่าจะเป็นพวกฮัฟเฟิลพัฟจริงๆนั่นแหละ แต่คงอยู่ในคาถาสะกดใจของเบลสกับแพนซี่ เห็นอย่างนั้นพวกนั้นก็เก่งพอตัวนะ"เสริมมาในประโยคหลังเมื่อเห็นแฮร์รี่เลิกคิ้วประหลาดใจ

 

"ฉันรู้ว่าเพื่อนนายมือดี แต่คิดไม่ถึงว่าจะวางแผนกันขนาดนี้"พูดพลางซ่อนยิ้มเครียดในสีหน้า  ..กันคนตามรอยได้ขนาดใช้คาถาชั้นสูง แถมสะกดไว้ทีเดียวตั้งหลายคน เริ่มรู้สึกว่าโชคดีนิดๆที่สองคนนี้ไม่คิดไปเข้าพวกกับผู้เสพความตาย  "เอาน้ำยาที่สเนปปรุงใส่ขวดของร้านเกมกลวิเศษวีสลีย์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของฉัน"

 

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ผงกศีรษะนิดๆเป็นเชิงยืนยันความถูกต้องของคำพูดของแฮร์รี่ก่อนจะชะงักไปเมื่อได้ยินคำถามที่แฮร์รี่ถามต่อ

 

"ว่าแต่นายดูไม่แปลกใจเรื่องน้ำยาเลยนะ เหมือนนายรู้ตั้งแต่คืนร่างเลยว่าน้ำยาที่นายได้ไปไม่ใช่ของแฝดทำขึ้น"

 

แววในดวงตาสีเงินไหวระริกแต่เดรโกปิดบังมันด้วยการหันหนีแฮร์รี่ไปอีกทาง จะให้แฮร์รี่จับพิรุธเขาในตอนนี้ได้ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงซ่อนตาตัวเองที่อาจสื่ออะไรมากมายออกไปไว้ได้ก็พอแล้ว เอ่ยตอบมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้ราบเรียบ

 

"ฉลากไงพอตเตอร์" กลืนก้อนแข็งๆลงคอแล้วจึงพูดต่อ "ถ้าน้ำยามันเป็นของคู่แฝดนั่น ฉันต้องไปอยู่กับเจ้าแห่งศาสตร์มืด ไม่ใช่นาย"

 

"อืม" คนฟังตอบรับได้เพียงเท่านั้นเพราะสับสนที่วูบหนึ่งตัวเองรู้สึกดีใจแต่แล้วก็กลับมาห่อเหี่ยวต่อ

 

...ไม่ได้เกลียดที่สุด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เกลียดนี่นา

"น้ำยาที่สเนปทำ คงต้องมีเลือดยูนิคอร์นเป็นส่วนผสม เลือดจากตัวที่เจอในป่าต้องห้ามนั่นแหละ"

 

อาจเป็นเพราะความเผลอตัวเนื่องจากสงสัยกับสิ่งที่แฮร์รี่พูด เดรโกจึงลืมตัวแสดงความสนใจใคร่รู้ออกมาทางสีหน้าชัด .. แม้มันจะแค่ชั่วครู่แล้วหายไป แต่ก็ทำให้คนใจอ่อนเล่าสิ่งที่ตัวเองไปค้นมาจนหมด พอร่ายยาวจบแล้วก็ทวงสัญญาทันที

 

"ถึงตานายแล้ว"

 

"ฉันไม่มีอะไรจะพูด" สวนมาพร้อมกับวางหน้าเย็นชาอย่างที่แฮร์รี่นึกหมั่นไส้ .. ไม่อยากเห็นเลยซักนิด

 

"เฮ้ นายตกลงแล้วนะ"

 

"ฉันไม่ได้ตกลงกับนาย พอตเตอร์ ฉันแค่ถามนายเท่านั้น" เถียงกลับแล้วลุกขึ้นยืนตั้งท่าจะเดินหนีทำให้แฮร์รี่ต้องรีบลุกแล้วคว้าแขนอีกฝ่ายไว้สองข้าง บังคับให้หันมาเผชิญหน้า

 

เพราะคำตอบนี้ทำเอาแฮร์รี่ถึงกับจี๊ดที่ขมับ เสียรู้สลิธีรินตัวแสบตรงหน้าเข้าแล้วจริงๆ ไม่มีเลย ความจริงใจที่จะช่วยกันไขปริศนานี้ หมอนี่เห็นเขาเป็นแค่แหล่งข้อมูลที่หลอกถามเอาได้เท่านั้น เรียวปากบางบิดโค้งขึ้นยิ้มเยาะตัวเอง เก็บอารมณ์บ้าบอที่มีต่อคนตรงหน้าไว้ข้างในให้ลึกที่สุด เลือกวางสีหน้าเรียบเฉยกับดวงตาว่างเปล่าแทน

 

"สลิธีรินนี่ถนัดหลอกใช้ดีนะ" เปรยหยันแล้วแค่นหัวเราะก่อนจะพูดต่อ "ฉันรู้นะว่านายยังพอเดาเหตุผลที่พวกเขาทำแบบนั้นกับนายได้ เพียงแต่นายไม่บอกฉัน"

 

คำพูดรู้ทันตรึงร่างเล็กกว่าให้นิ่งไปด้วยไม่คิดมาก่อนว่าหมอนี่จะรู้ได้ถึงขนาดนี้ ไม่ได้คิดว่าภาระที่มากมายจะยังเว้นเวลาให้ตามสืบ ไม่คิดด้วยว่าจะใส่ใจ  เมื่อไม่มีทางให้หันหนี ความหวั่นไหวที่ท้นออกเพียงน้อยนิดจากกำแพงกั้นความรู้สึกจึงปรากฎให้แฮร์รี่ได้เห็นชัดกว่าทุกที ไม่เข้าใจเลยว่าทำไม

 

ทำไมต้องปิดฉัน .. นายไม่ไว้ใจฉันเลยหรือ

 

 

ดววตาคมปิดแน่นราวจะสงบสติที่เตลิดไปไกลก่อนจะเปิดขึ้นใหม่ มองคนที่ถูกจับตัวไว้อย่างพินิจ

 

"เรามาคุยกันแฟร์ๆได้ไหม" จะฉุนเฉียวไปก็ใช่ที่ โตๆกันแล้วไม่ใช่เด็กที่จะมาคอยตีกันอย่างแต่ก่อน  

 

แฮร์รี่ยอมปล่อยมือออกเมื่อเห็นว่าเดรโกเริ่มขยับแขนอย่างอึดอัดและใช้สายตาบอกแทนคำพูด

 

"สเนปไม่ยอมบอกอะไรฉัน"คนเชี่ยวสังเวียนกว่ากับการสนทนาแบบนี้ไม่ยอมตอบเรื่องที่แฮร์รี่ดักคอไว้ แต่เลือกที่จะเบี่ยงเบนความสนใจไปทางอื่นและดูเหมือนว่ามันจะได้ผลเมื่อคิ้วเข้มเริ่มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

 

"ทำไม"

 

"ฉันไม่รู้ สเนปไม่ใช่คนที่จะยอมพูดอะไรหมดเปลือกถ้าไม่เห็นว่าจำเป็น"

 

"พ่อลูกเหมือนกันดีนะ" คำประชดทำให้ลูกแก้วสีเงินตวัดมาทางแฮร์รี่แบบเคืองๆ ก่อนเจ้าตัวจะสะบัดหน้าไปอีกทาง เรียกรอยยิ้มบางให้วาดได้บนใบหน้าเคร่งเครียด

 

 น่าแปลก.. ที่มันล้างความรู้สึกขุ่นมัวไปจนหมด ชักจะบ้าไปกันใหญ่แล้ว แค่อาการธรรมดาๆเหมือนคนทั่วไปที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่อีกฝ่ายแสดงออกมากลับทำให้เขาเป็นได้ถึงขนาดนี้ 

 

นึกอยากจะพบจิตแพทย์เสียเหลือเกิน ในเวลาเกือบชั่วโมง กราฟอารมณ์ตัวเองขึ้นๆลงๆยิ่งกว่าหุ้นในวอลล์สตรีทของพวกมักเกิ้ล

 

เดรโก มัลฟอย  นายนี่มันสายลับตัวยุ่งจริงๆ

 

 

เด็กสาวจากกริฟฟินดอร์อมยิ้มให้กับภาพแฟนหนุ่มของตัวที่หลับสบายไปกับหนังสือวิชาปรุงยาที่เธอเป็นคนบังคับให้เขาอ่าน แม้ว่ารอนจะหลับไปได้สักพัก แต่เมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ได้ในวันนี้แล้วก็จัดว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ มือบางพับปิดหนังสืออักษรรูนโบราณที่เพิ่งอ่านจบไปก่อนจะนำไปวางกลับคืนที่ชั้นอย่างเดิม เดินกลับมาที่โต๊ะเพื่อปลุกรอนไปทานมื้อเย็นด้วยกัน

 

หลังจากเดินไปส่งแฮร์รี่ที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์บินส์แล้วเธอกับรอนก็คอยสังเกตเดรโกอยู่ตลอดตามคำขอของเพื่อนตัวดีซึ่งก็ไม่พบความผิดปกติอะไร แต่บางครั้งก็เหมือนว่าเจ้าตัวจะรู้ว่าถูกจับตามอง เธอกับรอนจึงคอยตามได้ไม่นานเท่าไหร่ และเลิกตามตอนที่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเยี่ยมแม่ของตัวเองที่ห้องพยาบาล จากนั้นจึงได้พากันมาหมกตัวที่ห้องสมุดนี่

 

เด็กสาวครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เป็นมาตลอดสองสามวันนี้ แฮร์รี่ดูแปลกๆไป เหมือนมีอะไรในใจอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องยูนิคอร์นกับผู้ชายที่เพื่อนของเธอถามถึง เฮอร์ไมโอนี่อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรดลใจให้เพื่อนคิดถึงเรื่องนี้ แล้วก็เรื่องที่ให้พวกเธอคอยสังเกตพฤติกรรมของเดรโกอีก

 

...แฮร์รี่ไปรู้อะไรมา

 

คิดแล้วก็จนใจที่จะหาคำตอบจนกว่าเจ้าตัวจะยอมเปิดปากพูดจึงเลิกคิด 

 

เฮอร์ไมโอนี่เขย่าตัวรอนไม่เบานักเพราะรู้นิสัยกันดีอยู่ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร หลังจากเสียเวลาเรียกและปลุกไปประมาณเกือบห้านาที กัปตันทีมควิดดิชผู้มีประสาทสัมผัสไว(กับเรื่องอื่น)จึงยอมเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มงัวเงียให้แล้วจัดการตัวเองให้อยู่ในสภาพปกติให้ได้เร็วที่สุด

 

"แฮร์รี่ยังไม่มาเหรอ ไมโอนี่" เด็กหนุ่มผมแดงถามถึงเพื่อนซี้เป็นคำแรกทันทีที่ลืมตาตื่นมาแล้วไม่เจอ

 

".." ไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไรกลับไป คนที่คาดว่าอายุไม่น่าจะยืนเพราะชอบหาเรื่องใส่ตัวกลับโผล่หน้ามาให้เห็นแบบกระทันหันด้วยมาดสุขุมกว่าทุกที

 

"ไปทานมื้อเย็นกันได้แล้วล่ะ" ยิ้มบางให้เพื่อนรักแล้วแตะไหล่เป็นเชิงบอกให้เดินนำ

 

รอนหันมามองเฮอร์ไมโอนี่พร้อมกับเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อไม่เห็นว่าจะซักอะไรแฮร์รี่แม้แต่ประโยคเดียวก่อนจะยักไหล่เมื่อเห็นแววตาที่ดวงตาสีน้ำตาลส่งมา

 

 

แม้จะเป็นเวลาค่ำแล้วแต่ห้องทำงานของศาสตราจารย์ประจำวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดก็ยังคงให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ไม่ต่างจากในเวลากลางวันเพราะโทนสีแต่งห้องที่เลือกใช้และแสงไฟสีขาวที่ส่องสว่างจากบนเพดาน สายลมยามค่ำพัดเอื่อย  บรรยากาศทุกอย่างดูเป็นใจให้กับความรู้สึกดีๆ แต่วันนี้ในห้องกลับอวลไปด้วยความเคร่งเครียด เด็กวัยรุ่นสามคนนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของลูปิน มุงกันอ่านหนังสือพิมพ์ที่เจ้าของห้องส่งให้ทันทีหลังจากแฮร์รี่เล่าทุกอย่างจนหมด

 

ผู้เสพความตายลงมืออีกครั้ง!!

 

"อะวาดา เคดาฟรา"

 

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงฯสังเวยชีวิต

 

"เมอร์ลิน เกรนท์ถูกฆ่าเหรอฮะเนี่ย"เด็กหนุ่มผมแดงครางออกมาเมื่อได้อ่านจนจบความ ดวงตาสีฟ้าฉายความกังวลออกมาชัด เขารู้จักชายคนนี้พอสมควรในฐานะเพื่อนที่ทำงานพ่อ ตำแหน่งที่ใหญ่ใกล้เคียงกับอาเธอร์ วีสลีย์ทำให้รอนนึกหวั่นใจ ผู้เสพความตายลงมือฆ่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างอุกอาจขณะที่คณะรัฐมนตรีอังกฤษกำลังประชุมลับโดยเกรนท์เป็นคนจากทางกระทรวงเวทย์มนตร์ที่ส่งไปอารักขานายกรัฐมนตรีของอังกฤษ 

 

ไม่แน่ว่า..เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายต่อไปอาจเป็นพ่อของเขา

 

เฮอร์ไมโอนี่ที่เห็นใบหน้าตกกระจางเผือดซีดก็รีบบีบมือให้กำลังใจ

 

"คงต้องเตือนให้พ่อของเธอระวังตัวนะ" รอนพยักหน้ารับ

 

"ทำไมผู้เสพความตายถึงฆ่าเกรนท์ฮะ ทำไมไม่ฆ่านายกรัฐมนตรี" เสียงทุ้มแทรกถามขึ้นท่ามกลางสายตาสงสัยของเพื่อนอีกสองคนและประกายพึงพอใจในดวงตาสีน้ำตาลของผู้เป็นอาจารย์ ลูปินยิ้มออกมาน้อยๆ แฮร์รี่โตขึ้นและมีความคิดมากขึ้นทีเดียว

 

"นายหมายความว่าไง"

 

"พวกผู้เสพความตายต้องการสร้างความปั่นป่วนให้ลามไปถึงพวกมักเกิ้ล คนที่ตายควรเป็นบุคคลสำคัญในโลกมักเกิ้ลไม่ใช่เกรนท์ ทั้งที่ในห้องนั้นนายกฯก็นั่งอยู่ด้วยแต่พวกนั้นไม่ทำ กลับมาฆ่าคนที่ไปเป็นบอดี้การ์ด .. ในข่าวบอกว่าใช้ อะวาดา เคดาฟรา ด้วยนี่นา"

 

"จริงสินะ"เด็กสาวเพียงคนเดียวในห้องเริ่มคล้อยตามกับความคิดของแฮร์รี่ คิ้วโก่งได้รูปถูกเจ้าตัวย่นเข้าหากัน

 

ไม่มีคำตอบใดจากผู้อาวุโสที่สุดในห้องนอกจากใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยฉายแววเคร่งเครียด

 

"นี่ล่ะที่ยังเป็นปัญหา"

 

TBCค่า

อืม วันนี้เพิ่มคำถามดีกว่า ปกติจะถามว่าตอนนี้เป็นยังไงบ้าง อันนี้ขอเพิ่มคำถาม

1. ในสิบแปดตอนนี้ ชอบตอนไหนที่สุดคะ เพราะอะไร

2. คิดว่ากะล่อนชอบตอนไหนที่สุดเอ่ย 

แฮ่ๆ ไม่มีอะไรมาก แค่อยากรู้ค่า

อือ ไม่อยากเชื่อแฮะ แต่งมาสิบแปดตอนแล้วอะ และยังไม่จบ 555555 แต่คิดว่าคงอีกไม่กี่ตอนแล้วล่ะค่า ยังประมาณไม่ได้เหมือนกัน

ขอบคุณมากสำหรับทุกคอมเมนท์นะคะ

ลูกผู้ชาย

posted on 08 Oct 2009 15:26 by kalondong  in my-foggy-life
 

ลูกผู้ชาย

 

สาเหตุที่เขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมาก แค่.. เห็นข่าวแล้วหดหู่ใจแฮะ

 

ยกพวกตีกันอีกแล้ว น้องเอ๊ยยยย (น่าจะน้องแล้วมั้ง เราก็ปีสามแล้วนี่)

 

จะบอกว่าเข้าใจนะกับการรักพวกรักสถาบัน เพราะที่ๆเราอยู่ ตอนม.ปลาย ก็ เกียรติของโรงเรียน ต้องไว้สูงสุด ทำอะไรก็ต้องคิดไว้  โรงเรียน รุ่นพี่จะปลูกฝังอยู่ตลอด

 

อย่าทำให้....ต้องร้องไห้ 

 

หลายสิ่งหลายอย่างที่ผ่านเข้ามากระทบโรงเรียนมากมาย แต่เราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ โดยที่ไม่ให้ใครด่าไม่ให้ใครดูถูกโรงเรียนได้ สิ่งที่อยู่บนอกเสื้อทั้งผู้ชายผู้หญิง ต้องรู้ว่าเป็นของสูง การกระทำที่ไม่สมควรทั้งหลาย ก็ไม่ควรกระทำในนามสถาบัน ทางที่ถูกคือไม่ควรทำมันเลยมากกว่า แต่กะล่อนก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก เพียงแต่ ถ้าอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนแล้ว เราจะไม่ทำอะไรให้เสื่อมเสีย

 

พอมาอยู่มหาวิทยาลัย คณะที่เรียนก็เหนียวแน่นกับสถาบันอีก ยึดseniorityมาก จนขึ้นชื่อ แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้น การรักสถาบัน การปกป้อง มันต้องมีขอบเขต และต้องอยู่ในกรอบวิธีที่เหมาะสม ต้องรู้ว่าตัวเราเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่ 

 

เท่าที่เคยรู้มา ทั้งสองที่ที่มีปัญหากันก็เป็นสถาบันที่มีเกียรติ เก่าแก่กันทั้งคู่  รู้ตัวซะบ้างสิน้องเอ๋ย ว่าไอ้ที่ทำๆกันอยู่เนี่ย มันลดค่าของสถาบันลงในสายตาคนทั่วไปแค่ไหน ในวันนี้อาจจะคิดแค่ปกป้อง แต่มันก็ระยะสั้น ลองมองกว้างๆ มองอย่างที่คนอื่นเขามองเรา คำตอบของการปกป้องสถาบัน มันมีตั้งเยอะ แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่การตีกันหรอกนะคะ

 

ลูกผู้ชาย มันมีอะไรให้พิสูจน์ได้ยิ่งกว่านั้นนะคะ

 

ส่วนตัวนะ สิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่คิดว่าอย่างน้อย สักครั้ง ในชีวิต ที่ ลูกผู้ชาย ควรจะได้ผ่าน

 

 

เรื่องแรก การบวชเรียน

 

ถ้าเป็นคนพุทธ อย่างน้อย สักครั้งในชีวิต บวชเรียนให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นใจน่าจะดีน้า เคยไปงานบวชเพื่อนเมื่อหลายเดือนมาแล้ว ผ้าเหลือง เปลี่ยนคนไม่ได้หรอกค่ะ ขอยืนยัน555555 (สิ่งที่เปลี่ยนคนได้ ก็คือ ใจ ค่ะ)ไอ้คุณเพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนนั่นแหละ เป็นคนเดิม แววตากับท่าทาง เพื่อนๆที่ไปงานเห็นแล้วแอบปาดเหงื่อเลยเชียว ว่าวัดจะได้หลวงพี่ที่อาร์ตตัวพ่อมาเสียแล้ว 

 

ถึงงั้นก็เถอะ ต่อให้มันบวชแล้วไม่ได้อะไรมากับพระธรรมอย่างน้อยที่สุด มันก็ตั้งใจบวชเอง ตั้งใจมาเรียนพระธรรม แปลว่ามันมีความคิดพอก็ถือว่าโตขึ้นแล้วล่ะ  

 

แต่ ทันทีที่ได้เห็นแววตาของพ่อแม่เพื่อนตอนเห็นลูกชายอยู่ในผ้าเหลืองแล้ว  บอกได้คำเดียวค่ะ พวกท่านมีความสุขแล้วก็ปลาบปลื้มมากๆด้วย ขนาดเราไม่เคยได้เจอพ่อแม่เพื่อนมาก่อนยังรู้สึกได้เลย

บวชแล้วพ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ความจริงแล้ว คำนี้ แต่เดิม เท่าที่เคยอ่าน เหมือนกับว่า ลูกบวชเรียน ได้เรียนพระธรรม ก็จะนำความรู้มาสั่งสอนพ่อแม่ ให้ได้พระธรรมด้วย จึงได้ขึ้นสวรรค์ เปรียบประมาณเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์

แต่กับที่กะล่อนเห็นนี้ แค่พ่อแม่เห็นลูกอยู่ในผ้าเหลืองก็มีความสุขพอๆกับได้ขึ้นสวรรค์แล้วล่ะค่ะ 

 

เราเองกับเพื่อนคนอื่น ตอนแรกก็ยังรู้สึกแปลกๆ เงียบกริบเลยตอนหลวงพี่เข้ามา หลวงพี่มองหน้าทุกคนแล้วก็ยิ้ม เพื่อนๆก็ไหว้ โดนแซวด้วยว่า ไงล่ะ ต้องมาไหว้อาตมา  ตัวเราก็อยากบอกว่าไม่ยังไงหรอก ไหว้คุณความดีในตัวเพื่อน ไม่รู้สึกอะไรค่ะ แต่ตอนนั้นยังไม่กล้าพูด

 

จนสึกออกมาแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม อาร์ตตัวพ่อเหมือนเดิม แต่.. ประสบการณ์เรื่องเล่า ที่ฟังจากมันเล่า เราเป็นเพื่อน ก็รู้แหละ ว่ามันโตขึ้น แล้วก็ได้อะไรจากการบวชเรียนมาไม่น้อย

 

 

เรื่องที่สอง เรียน รักษาดินแดน

 

นักเรียนหลายคนคงไม่ชอบเนอะ เพื่อนกับน้องที่บ้านก็ไม่ชอบเหมือนกัน แต่สำหรับกะล่อน คิดว่าเป็นเรื่องดีและสมควร ต่อให้ครูฝึกจะโหดหรือไร้เหตุผลแค่ไหน แต่ มันก็เป็นสิ่งที่เป็น .. ครั้งหนึ่งในชีวิต เลย

 

 ไม่รู้มีใครเป็นแบบกะล่อนไหม ตอนเรียนม.สี่ เห็นเพื่อนตัวเองเป็นเด็กกะโปโล แต่พอมันใส่ชุดรด.แล้ว เฮ้ย มันดู โต ขึ้นแฮะ ดูมีมาด ดูเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม ดูเป็นผู้ชายมากขึ้นด้วย ไม่เมโทรอย่างปกติ5555555

 

ได้หัดยิงปืน ได้ลองอะไรหลายๆอย่างที่ผู้หญิงไม่ได้ลอง ดีจะตาย (แต่ไม่คิดสมัครอ่ะ ที่โรงเรียนไม่มีผู้หญิงเรียนกันเลย ไม่มีเพื่อนง่ะ)

 

ความจริง สองเรื่องหลังนี่แหละ คือสาระของเอนทรี่นี้ 555

มันดูน้อยกว่าที่บ่นๆมาข้างบนแฮะ เหอ ๆ ก็ อารมณ์มันพาไป

 

ปล. ฟิคตอนที่สิบแปด ยังไม่ถึงไหนเลยอ่ะตัวเอง  กระดึ๊บๆๆ เขียนๆลบๆ กระดึ๊บๆๆ

FIC HP/DM Real of Little Dragon 17..

posted on 03 Oct 2009 00:02 by kalondong  in ficharry
 

ย้อนความเดิมซักเล็กน้อย คาดว่าหลายคนคงลืมไปแล้ว -*- ความผิดกะล่อนเอง มาต่อช้ามากเลย ไม่มีข้อแก้ตัว นอกจาก ติดสอบอีกแล้วค่า แล้วก็มีงานคณะด้วย แหะๆ

 

ดวงตาคมเบิกกว้างทันทีที่ได้เห็น คว้าข้อมือเล็กไว้แล้วดึงไปดูอย่างเร็ว

 

"ทำอะไรของนายน่ะพอตเตอร์" พูดพลางพยายามชักมือตัวเองออกจากการจับกุมแต่ไม่ได้ผล

 

"นี่ไม่ใช่เลือดของนายใช่ไหม"ถามกลับโดยไม่สนใจอาการต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

 

"แหงล่ะ ล้มแค่นั้นใครจะไปเลือดออกเล่า"

 

แฮร์รี่ปล่อยเดรโก ก้าวตรงไปยังตำแหน่งที่อีกฝ่ายล้มไปเมื่อกี๊  ที่เจ้าชายก้นกระแทกพื้นไปนั่นคงเป็นเพราะไปลื่นอะไรบางอย่างเข้า อะไรบางอย่างที่แฮร์รี่คุ้นตาเพราะเป็นคนเก็บมันมาเองกับมือ ย่อตัวลงนั่งยองๆ อาศัยแสงไฟจากตะเกียงที่ถือกวาดตามองรอบๆบริเวณ  คิดไม่ผิดจริงๆ ตรงนี้มีหย่อมก้อนร่วนๆสีแดงคล้ำอยู่ บางส่วนยังไม่แข็งตัวดี แฮร์รี่มองตามส่วนที่ยังเหลวอยู่ไป ของเหลวสีแดงหยดเป็นทางไปยังโคนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เยื้องไปทางขวามือ

 

.

.

.

"นายตามฉันมาดีๆนะ อย่าอยู่ห่างจากฉัน พูดอะไรแล้วให้ฟังด้วย"

 

"อะไรกันพอตเตอร์ นายหมายความว่าไง"

 

"จำที่นายสะดุดล้มเมื่อกี๊ได้มั้ย" ตัดสินใจบอกเสียก่อนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายไปทำตื่นเมื่อเจออะไรกะทันหัน ดวงหน้าคมเคร่งเครียดกว่าทุกทีพลอยให้คนฟังพยักหน้ารับนิ่งๆพร้อมกับใจที่เริ่มเต้นถี่ขึ้น

 

 "..มัน..เป็นเลือดยูนิคอร์น"

 

17

 

เดรโกทำท่าจะส่งเสียงอะไรบางอย่างออกมาแต่แล้วก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นแฮร์รี่ทาบนิ้วเรียวเข้ากับปากเป็นเชิงเตือน เดรโกทำสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยเพราะคนที่เตือนก็เพิ่งส่งเสียงดังด้วยการหัวเราะแบบไม่คิดรักษามารยาทไปตั้งแต่ก่อนโดนแมงมุมบุก  ดวงตาสีเงินหรี่ลงด้วยแววครุ่นคิด

 

"นายแน่ใจได้ไง นี่มันเรื่องใหญ่มากนะ"

 

"ไว้ถามทีหลังเถอะ ตามฉันมาก่อนแล้วกัน"

 

พวกเขาสองคนค่อยๆก้าวช้าๆไปตามหยดเลือด มันพาแฮร์รี่ไปยังโคนต้นไม้ใหญ่อย่างที่เขากะไว้จริงๆ รอยเลือดอ้อมไปด้านหลัง แฮร์รี่หันมาพยักหน้าให้คนข้างหลังก้าวตามมาก่อนจะใช้แขนกันอีกฝ่ายไว้เมื่อดวงตาคู่คมแน่ใจว่าตนเองเห็นอะไรจากตำแหน่งที่เยื้องกับเจ้าของรอยเลือดนี้

 

ยูนิคอร์นสีเงินตัวใหญ่นอนนิ่งอยู่ตรงโคนต้นไม้ มีรอยเลือดไหลเป็นออกมาจากแผลใหญ่ที่ข้อเท้าหน้า ตามลำตัวมีร่องรอยการโดนคาถา

                        

ทันทีที่ได้เห็นชัดๆลูกแก้วสีเงินก็เบิกกว้าง พึมพำเสียงแหบพร่าในลำคอ

 

"ยูนิคอร์น ..พอตเตอร์.. มันกำลังบาดเจ็บ"

 

"อืม" เสียงทุ้มรับคำด้วยกระแสเคร่งเครียด กวาดตามองรอบๆเผื่อว่าจะมีคนต้นเหตุแอบซ่อนตัวอยู่ ก่อนจะผ่อนคลายลงเมื่อสนามเวทย์มนตร์จับกระแสเวทย์มนตร์ใครอื่นไม่ได้นอกจากคนข้างๆตัวเขา

 

หลังจากหายตะลึง คนที่แฮร์รี่กันไว้ก็ตั้งท่าจะเดินเข้าไปหาสัตว์วิเศษแสนสวยที่กำลังเจ็บนั่น ทำเอาแฮร์รี่คว้าแขนไว้เกือบไม่ทัน ยูนิคอร์นที่นอนนิ่งอยู่ตั้งแต่เดรโกเข้าไปขยับตัวพยายามจะลุกแล้วส่งเสียงขู่ออกมาอย่างไม่เป็นมิตรเมื่อเห็นแฮร์รี่ เขาดึงตัวอีกฝ่ายไม่เบานัก ถูลู่ถูกังลากมาคุยห่างจากโคนต้นไม้สักเล็กน้อย

 

"นายคิดจะทำบ้าอะไร"แทบจะคำรามเสียงต่ำในลำคอเมื่อเห็นว่าคู่อริตรงหน้าไม่ได้คิดหน้าคิดหลังเลยซักนิด

 

"นายไม่เห็นรึไงว่ามันเจ็บอยู่น่ะ"

 

"เห็นแล้วทำอะไรได้ ทั้งฉันทั้งนาย ผู้ชายทั้งคู่ อย่าลืมสิ"

 

"แล้วนายจะปล่อยมันไว้อย่างนี้รึไงเล่า" เถียงกลับเสียงอ่อยอย่างเริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้ว หน้ามุ่ยลงด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี

 

 

น่าแปลก ..ทั้งที่เดรโกเดินป่าและผจญกับแมงมุมยักษ์มาจนโทรม ..แต่เมื่อแสงจันทร์ยามนี้ส่องมากระทบดวงหน้าขาวที่มีเหงื่อซึมทั่ว ฉายเค้าความกังวลปรากฎให้เห็นยามมองไปยังยูนิคอร์นสีเงิน ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเม้มเข้าหากัน คิ้วสีจางขมวดซะจนแทบจะผูกโบว์ได้ ลูกแก้วสีเงินทอแววความเป็นห่วงชัด

 

...กลับกลายเป็นภาพที่ดูสวยงาม

 

ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเจ้าตัวที่ดูเหมือนจะได้จากทางแม่มากกว่าพ่อ หากเป็นเพราะประกายงดงามบางอย่างที่ส่องสว่างออกมาจากภายในให้เจ้าของดวงตาวาวราวมรกตได้สัมผัส ความอ่อนโยนที่มอบให้สัตว์วิเศษบาดเจ็บมีมากเสียจนแฮร์รี่ยังรับรู้ได้

 

 

แฮร์รี่ผ่อยลมหายใจออกเล็กน้อยพลางครุ่นคิดหาทาง เขารู้ตัวดีว่าสามารถช่วยยูนิคอร์นตัวนั้นได้ เพียงแต่การจะเข้าไปใกล้แล้วสัมผัสบาดแผลนั้นยังคงเป็นปัญหา เสียงกุกกักจากด้านข้างทำให้แฮร์รี่หันขวับไปยังต้นเสียง ยูนิคอร์นตัวเดิมกำลังพยายามลุกขึ้นแต่แล้วก็ล้มลง ดวงตาสีเงินสว่างคล้ายคนที่อยู่ข้างเขาจ้องมองมายังเดรโกด้วยแววตาเว้าวอนจนเด็กหนุ่มผมบลอนด์ขยับจะเข้าไปหา ติดก็แต่แฮร์รี่ที่รั้งแขนไว้   

 

"เมื่อกี๊เหมือนมันจะพยายามมาหาฉัน" แฮร์รี่นิ่งรับกับคำพูดนั้น เขาก็คิดเช่นเดียวกับเดรโก แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อไม่มียูนิคอร์นตัวไหนยินยอมให้ผู้ชายเข้าใกล้

 

"พอตเตอร์"น้ำเสียงขอร้องที่ไม่เหลือความเย่อหยิ่งของศักดิ์ศรีไว้สักนิดทำเอาแฮร์รี่ใจอ่อนวูบ แต่ยังคงปั้นหน้านิ่งทำใจแข็งไว้ก่อน

 

"มันอันตราย"

 

"แต่.."

 

แฮร์รี่ถอนหายใจก่อนจะพยักหน้าตกลง ..คงต้องลองเสี่ยงดู.. เด็กหนุ่มผมดำร่ายคาถาสร้างบาเรียโอบล้อมทั้งเขาและเดรโกไว้แล้วเดินนำอีกฝ่ายไป ยูนิคอร์นยังคงแสดงอาการต่อต้านที่แฮร์รี่จะเข้าใกล้ เดรโกจึงแตะบ่าแฮร์รี่ให้หยุด ดวงหน้าขาวมีรอยยิ้มจางๆวาดให้ เป็นรอยยิ้มที่จางเสียจนแฮร์รี่ต้องเพ่งแล้วเพ่งอีกจึงจะเห็น  ร่างเพรียวค่อยๆขยับเข้าใกล้สัตว์วิเศษทีละน้อย มีดวงตาคู่คมมองตามหลังคอยระวังให้ตลอดแม้จะแน่ใจว่ากระทั่งยูนิคอร์นก็ไม่สามารถทำอะไรเดรโกที่มีบาเรียเขาล้อมรอบอยู่ก็ตาม

 

เดรโกทรุดตัวลงนั่งบนรากไม้ใกล้กับยูนิคอร์น มันค่อยๆขยับตัวเพื่อเข้าใกล้ สลิธีรินผมบลอนด์ตัวสั่นน้อยๆแต่ยังข่มความรู้สึกไว้ หัวโตๆของสัตว์วิเศษค่อยๆวางลงบนตักของเดรโก ไซ้ไปมาซักเล็กน้อย ก่อนจะปิดดวงตาสีเงินของมันลง จากนั้นสักพักช่วงอกจึงกระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะตามการหายใจ บ่งบอกว่ามันกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา เดรโกยิ้มออกมาบางๆ ใช้มือลูบไปตามแผงคอ  เงยหน้าบอกแฮร์รี่ด้วยเสียงตื่นๆที่พยายามคุมตัวเองแล้ว

 

"มันหลับแล้วล่ะ"

 

"อืม" แฮร์รี่พยักหน้ารับทั้งที่ยังงงๆอยู่ว่ามันเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง ร่างสูงก้าวเท้ามาใกล้โดยระวังไม่ให้มันตื่น ย่อตัวลงนั่งชันเข่าใกล้ๆกับข้อเท้าข้างที่เป็นแผล มือสีแทนแตะไปรอบแผลเบาๆแล้ววนเป็นวงถ่ายทอดเวทย์มนตร์รักษาบาดแผลให้ ไม่นานนักผิวที่เคยมีรอยกรีดจนเป็นแผลเรื้อรังที่ทำให้มีเลือดซึมออกจากปากแผลตลอดเวลาก็สมานตัวกลับเป็นปกติ แฮร์รี่วาดมือไปตามลำตัวที่มีรอยจากคาถาจนผิวเนื้อกลับคืนดังเดิม

 

"นายรักษายูนิคอร์นได้ด้วยเหรอ"คำถามด้วยความสงสัยต่อสิ่งใหม่รอบตัวอย่างคนช่างรู้คล้ายเฮอร์ไมโอนี่ทำให้เรียวปากบางระบายรอยยิ้มออกมาได้ไม่ยากทั้งๆที่หัวคิ้วสองข้างยังคงย่นเข้าหากันเพราะความคิดบางอย่าง

 

"จริงๆแล้วนายเป็นผู้หญิงเหรอ" สิ่งที่ยังคงข้องใจเด็กหนุ่มผมดำถูกส่งออกไปด้วยน้ำเสียงซื่อๆ ซื่อมากกกกกก จนเหมือนจงใจ..เรียกความหงุดหงิดจากคนที่มียูนิคอร์นอยู่บนตักได้ไวนัก

 

"นายอยากตายใช่มั้ยพอตเตอร์"

 

ทันทีที่ได้ยินคำตอบก็พอเริ่มรู้ตัว โอเค แฮร์รี่มั่นใจได้แล้วว่า เจ้าตัวก็ยังแน่ใจว่าตัวเองเกิดมาพร้อมโครโมโซมXYไม่ใช่XXแต่อย่างใด แล้วเลือกที่จะเปลี่ยนประเด็นเป็นเรื่องอื่นอย่างไวโดยตอบคำถามที่อีกฝ่ายค้างไว้

 

"ฉันรักษาสัตว์วิเศษกับทุกคนได้ ยกเว้นตัวเอง" แฮร์รี่ลุกขึ้นยืนพร้อมๆกับที่เดรโกที่ยังคงทำหน้าหงุดหงิดกับการเลี่ยงไปแบบซึ่งๆหน้า ยกหัวของสัตว์วิเศษออกจากตักมาวางไว้ที่รากต้นไม้แทนแล้วเดินมาหาแฮร์รี่ ดวงหน้าคมนิ่งไปนิดเมื่อสังเกตเห็นว่าท่าเดินของคู่ปรับตัวแสบดูแปลกๆไป คงจะเป็นเพราะล้มตั้งแต่โดนเขาผลักหลบแมงมุมแล้วฝืนไว้

 

"ข้อเท้านายเป็นอะไร" ถามเสียงเข้มดุแบบคาดคั้น

 

"ไม่ได้เป็นอะไรซักหน่อย ที่เป็นน่ะยูนิคอร์นตัวนั้นต่างหาก" ตอบรวนแฮร์รี่แล้วก็เลี่ยงเดินไปอีกทาง หากเพราะมัวแต่รีบไม่ทันได้ดูให้ดี จึงสะดุดรากต้นไม้ที่แทรกพื้นดินขึ้นมาจนล้มไปอีกรอบ คราวนี้เจ็บจนลุกไม่ขึ้น

 

"งั้นฉันว่าคราวนี้คงซ้ำแผลเดิมจนเป็นแน่ๆล่ะ" แฮร์รี่ทรุดตัวลงนั่ง วางตะเกียงไว้ข้างๆ ถือวิสาสะจับข้อเท้าเดรโกขึ้นดูโดยไม่สนใจอาการประท้วง นัยน์ตาคมฉายแววดุส่งไปกำราบความดื้อแบบไม่ดูตัวเอง ไม่ใช่ ดุ แบบข่มขู่ในทุกครั้งหลังจากเดรโกมีเรื่อง แต่เป็น ดุ ที่แฝงแววของความอาทรไว้อย่างที่เคยใช้กับเด็กชายตัวน้อยคนนั้น และนั่นทำให้อาการต่อต้านของคนเจ็บหมดไป ดวงหน้าขาวก้มลงกับหน้าตักตลอดเวลาที่แฮร์รี่รักษาแผลให้

 

"เสร็จแล้ว" พูดจบก็ลุกขึ้นแล้วยื่นมือมาให้ ดวงตาสีมรกตยังคงฉายประกายแบบเดิม บังคับให้เด็กหนุ่มผมบลอนด์ต้องส่งมือของตัวเองไป มือใหญ่กระชับมือเล็กไว้ก่อนจะออกแรงดึงให้อีกฝ่ายลุกขึ้นโดยแฮร์รี่ยังคงประคองไว้ รอจนเดรโกตั้งหลักได้แล้วจึงปล่อยออก  แฮร์รี่ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ..อีกสองนาทีจะเที่ยงคืน.. เด็กหนุ่มตัดสินใจกลับโดยไม่รอเจอแฮกริด

 

"กลับกันเถอะ"

 

"แล้วแฮกริด?"

 

"ไว้ฉันจะบอกเขาเอง"จบคำของแฮร์รี่ก็ไม่มีบทสนทนาใดอีก เด็กวัยรุ่นสองคนกลับออกจากป่าต้องห้ามด้วยเส้นทางเดียวกับขามา

 

 

พอถึงห้องแฮร์รี่ก็แทบจะพุ่งลงหาเตียงด้วยความเหนื่อยอ่อนแต่ก็ยังฝืนสังขารพาตัวเองไปอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนจึงเข้านอน ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าได้เอนตัวลงตรงครึ่งเตียงฝั่งประจำของตัวเองที่เป็นมาตลอดเดือนกว่า ทั้งยังเผลอคว้าผ้าห่มอีกผืนที่ไม่เคยได้ใช้เข้ามากอดแทนหมอนข้างเสียอย่างนั้น หลับไปอย่างสบายกับกลิ่นหอมอ่อนๆของเนื้อตัวเด็กชายที่เคยใช้ มีภาพสวยงามของวันนี้ติดเปลือกตาอยู่เป็นภาพสุดท้ายก่อนสติรับรู้ทั้งหมดจะดับลง

 

 

 

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านสีเขียวที่แหวกเปิดอยู่บางส่วน ให้ความสว่างกับห้องสีครีมที่จัดให้โล่งโปร่งได้พอสมควร เด็กหนุ่มผมดำนั่งเอนตัวสบายๆพิงกับโซฟาตัวใหญ่ ผ่านคืนกักบริเวณมาได้สามวันแล้ว ความเหนื่อยล้าจึงหายไปจนหมด รู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่าของตัวเอง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์รักสนุกกับประกายตาเอาจริงฉายชัดอยู่บนดวงหน้าคม ถึงแม้จะมีเรื่องน่าสงสัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนเริ่มเหนื่อยแต่แฮร์รี่ก็ไม่คิดจะปล่อยให้อะไรๆผ่านไปได้ง่ายๆอีก  ทั้งเรื่องเลือดยูนิคอร์น เรื่องน้ำยา ยังไงก็ต้องสืบให้รู้ให้ได้

 

เด็กหนุ่มเอาตารางเวลาเรียนของทุกบ้านจากแฟ้มใส่เอกสารที่หยิบมาจากโต๊ะเขียนหนังสือขึ้นดู ดวงตาคมฉายแววครุ่นคิดก่อนจะแย้มยิ้มออกมาอย่างถูกใจ อย่างน้อยๆวันนี้ก็ได้ทำตามแผนที่วางไว้แน่ เพราะช่วงเวลาของวันนี้ช่างเหมาะเจาะดีเสียเหลือเกิน แฮร์รี่มีคาบว่างตอนสิบโมงซึ่งก็ตรงกับที่สลิธีรินส่วนใหญ่ว่างพอดี 

 

..จะให้เดินดุ่มๆไปถามเพื่อนซี้ของคู่อริเลยก็ใช่ที่ คงต้องเล่นลูกไม้กันซักหน่อย 

 

คราวนี้ ซาบินี่ไม่ใช่ตัวเลือกของแฮร์รี่ หมอนั่นอ่านยากและระวังตัวจนเกินไป คนที่เหมาะสมกว่าระหว่างสองคนนั้นก็คงเป็นพาร์กินสัน

 

แฮร์รี่จัดการเช็คความเรียบร้อยแล้วจึงออกจากห้อง มานั่งรอเพื่อนซี้ที่ห้องโถงใหญ่ หลังจากนั้นไม่ถึงสิบนาทีเฮอร์ไมโอนี่กับรอนก็มาถึง ทั้งสองคนมีทีท่าประหลาดใจเมื่อเห็นคนชอบตื่นสายลงมาเร็วกว่าปกติมาก แฮร์รี่ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนอกจากยักคิ้วกวนๆ ฝ่ายเด็กสาวพอได้เห็นสีหน้าของเพื่อนก็เริ่มเอะใจ เดาได้รางๆว่าคนชอบก่อเรื่องตรงหน้าคงคิดวางแผนอะไรไว้อยู่ในใจจึงเอ่ยเตือนไปล่วงหน้าก่อน

 

"คิดจะทำอะไรของเธอน่ะ หัดระวังตัวด้วยนะ" 

 

"ฉันระวังอยู่แล้ว อีกอย่าง งานนี้ไม่ถึงตายหรอกน่า ไม่เจ็บตัวด้วยซ้ำ" ตอบรับเพียงคำสั่งหลัง ใช้ยิ้มกว้างแทนคำตอบของคำถามแรกทำให้เฮอร์ไมโอนี่พยักหน้ารับ

 

แม้ว่าแฟนสาวจะไม่ถามให้กระจ่างชัดแต่รอนก็ไม่คิดจะปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ สุภาพบุรุษ ใจดี แสนดีอย่างแฮร์รี่ ทำหน้าตาเป็นจอมวางแผนแบบนี้..

 

..ไม่ซักให้สะอาดคงจะไม่ได้การ

 

 

ร่างสูงโย่งของกัปตันทีมควิดดิชนั่งลงข้างเพื่อนสนิทแล้วใช้แขนล็อคคอเพื่อนอย่างรวดเร็วไม่ให้ตั้งตัวทัน

  

"คายมาให้หมด แฮร์รี่" เค้นคอพร้อมดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนเป็นประกายใคร่รู้และ..ต้องการมีส่วนร่วมในความสนุกด้วย ทำเอาเด็กหนุ่มผมดำหัวเราะก๊ากออกมา เวลาหลายปีที่เจอเรื่องคอขาดบาดตายด้วยกันมาตลอดค่อยๆเปลี่ยนพวกเขาสองคนให้มีมุมที่รักความสนุกและท้าทายไปแล้ว ..แม้ว่าจะยังรักตัวกลัวตายกันอยู่ทั้งคู่ก็เถอะ

 

"งานนี้ ไม่มีบู๊ ไม่มีหวาดเสียว ไม่มีสืบ มีแต่สงครามประสาท แล้วก็เล่นละคร .. นายจะยังสนอยู่เหรอ" คำอธิบายคร่าวๆลดความน่าสนใจไปอยู่โขสำหรับความรู้สึกของรอน ดวงหน้าตกกระจางบูดลงไปเล็กน้อยเพราะเริ่มไม่สบอารมณ์ด้วยรู้ตัวดีอยู่ว่าไอ้การชิงไหวชิงพริบแบบเจอกันซึ่งๆหน้า แล้วทำสงครามประสาทอย่างที่แฮร์รี่ว่า เขาไม่ถนัด และไม่คิดจะสนุกไปกับมัน

 

"ไม่สนแล้ว แต่เล่าก่อนได้มั้ย"

 

"รอทีเดียวเลยดีกว่า ฉันว่าเราน่าจะได้อะไรดีๆมานะ" โปรยยั่วแล้วปั้นยิ้มแบบใสซื่อไปให้แบบที่คนรู้จักกันดีแทบจะยั้งหมัดไว้ไม่ไหว มายอมรามือก็ตอนที่เฮอร์ไมโอนี่แตะไหล่แล้วส่ายหน้า

 

"ปล่อยให้แฮร์รี่จัดการเองเถอะรอน" แม้จะอยากรู้ใจแทบขาดตามพื้นนิสัยของเธอแต่ก็ตัดใจปล่อยไป ทอดเสียงอ่อนปรามคนข้างตัวเพราะสัญชาตญาณบอกว่าเรื่องนี้สำคัญกับแฮร์รี่นัก แล้วอีกอย่าง แฮร์รี่เองก็สัญญาว่าจะบอกไม่ใช่หรือ ..รู้ช้ารู้เร็วก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

 

 

ทั้งที่คาบแรกของวันต้องวนมาเจอกับศาสตราจารย์ผู้ไม่ต้องชะตากันตั้งแต่ยังเป็นวุ้นแต่ดวงตาสีเขียวก็วาววับด้วยความรู้สึกสดใส ทั้งที่โดนเจ้าชายน้ำแข็งเชิดใส่ตอนเดินเข้าห้องมาแทบจะพร้อมกันแต่แฮร์รี่ก็ยังยิ้มได้แถมเรียนน้ำยาสุดยากของวันนี้ได้รู้เรื่องแบบทะลุปรุโปร่งอีกต่างหาก คงเพราะความสนุกที่กำลังรออยู่เบื้องหน้ากระมัง

 

แฮร์รี่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้รู้คนที่ต้องจับคู่ปรุงน้ำยาด้วยกันคราวนี้ ..แฮร์รี่ได้คู่กับเนวิลล์..ไม่ใช่สลิธีรินคนไหน แปลกแฮะ ปกติสเนปต้องหาเรื่องเขาเต็มที่ ถ้าไม่ได้คู่กับเดรโกที่เป็นขาประจำก็จะเป็นเด็กแสบคนอื่นๆ 

 

ขอยืนยันว่าไม่ได้ผิดหวังหรือเสียดายแม้สักนิดที่เดรโกได้ไปคู่กับพาร์กินสัน

 

เด็กหนุ่มผมดำปรุงน้ำยาไปพร้อมๆกับฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ยิ้มน้อยๆทาบอยู่ที่ริมฝีปากบางตลอดเวลา ...แล้วก็ต้องฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างสุดๆเมื่อน้ำยาที่ทำออกมาคราวนี้นั้นสมบูรณ์แบบ ..เปล่าหรอก สเนปไม่ได้พูด แต่ที่เขาทำมันเหมือนแบบเดียวกับที่ลูกชายสุดที่รักของศาสตราจารย์จอมโหดทำออกมาเลยล่ะ

 

บางที ถ้าไม่ได้ใส่ใจกับสเนปมากนัก..เขาก็เรียนปรุงยาได้ดีนี่นา

 

แฮร์รี่ไปลบความเกลียดชังฝังลึกที่สเนปมีต่อเขาไม่ได้ก็จริง แต่แฮร์รี่แก้ที่ตัวเองได้ ..โดยไม่เอาใจไปผูกยึดกับมัน

 

 

ดูเหมือนวันนี้จะเป็นวันของแฮร์รี่ เด็กหนุ่มจงใจเก็บของของตัวเองให้ช้ากว่าเดิมซักเล็กน้อยรอให้ซาบินี่ออกไปก่อน แฮร์รี่คาดว่าซาบินี่และพาร์กินสันคงจะไปนัดเจอกันที่ไหนซักแห่งอยู่แล้วเพราะเด็กหนุ่มผิวเข้มก้าวฉับๆเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้รอเพื่อนสนิท ดวงตาคู่คมลอบสังเกตเด็กสาวจากสลิธีรินที่หอบของมาเยอะแยะจนทำให้กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็เหลือนักเรียนเพียงไม่กี่คนในห้อง กะจังหวะให้จัดการตัวเองเสร็จพร้อมๆกับที่อีกฝ่ายเดินผ่านหน้า

 

"เฮ้ พาร์กินสัน"  

 

คนที่ถูกเรียกหยุดกึกแล้วหันมามองหน้าแฮร์รี่ ปรายตาอย่างเหยียดๆ เด็กหนุ่มผมดำนึกยิ้มในใจเมื่อปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายมีต่อเขาไม่ต่างไปจากปกติเลยแม้แต่น้อย

 

"มีอะไร"

 

"ฉันมีเรื่องอยากถามเธอหน่อย พอดีว่าดัมเบิลดอร์สั่งให้ฉันสืบเรื่องที่เพื่อนเธอโดนกรอกน้ำยา"

 

"เห็นว่าเด็กฮัฟเฟิลพัฟเป็นคนทำไม่ใช่รึไง มายุ่งอะไรกับฉัน"

 

"อืม..จริงของเธอ แต่มันก็แปลกอยู่ดี ความจริงแล้วเพื่อนเธอเก่งพอตัวเลยนะเท่าที่ฉันสังเกตดู แต่ทำไมพลาดได้ก็ไม่รู้ อีกอย่างฉันพยายามสืบเรื่องฮัฟเฟิลพัฟกลุ่มนั้นแล้วนะ แต่ไม่ได้อะไรเลย ไม่มีใครส่อพิรุธ ไม่มีใครรู้เรื่อง เธอคิดว่ามันธรรมดาหรือไง"นัยน์ตาสีมรกตแสร้งหรี่ลงอย่างใช้ความคิดขณะมองสบกับเด็กสาวตรงหน้า คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันน้อยๆ ยกมือขึ้นลูบปลายคาง

 

"หน้าที่สืบมันหน้าที่นาย พอตเตอร์ ฉันคงไม่ต้องไปช่วยคิดหรอกมั้ง"ดวงหน้าขาวเชิดขึ้น..ได้การละ แฮร์รี่ซ่อนยิ้มในสีหน้า ..คงต้องอีกสักนิด

 

"ก็ต้องสืบน่ะสิ เลยต้องมาถามเธอว่าคิดยังไง"

 

"เด็กฮัฟเฟิลพัฟทำ แล้วทำไมต้องมาถามฉันว่าคิดยังไง"  น้ำเสียงที่ตอบกลับเริ่มแข็งขึ้นเรื่อยๆขณะที่ปรากฏแววสั่นไหวให้เห็นจากนัยน์ตา

 

"ฉันก็นึกว่าเธอจะห่วงเพื่อนเธอมากกว่านี้ซักหน่อยนะ เพราะเท่าที่ฉันดูๆ เรื่องของเพื่อนเธอคราวนี้.." แกล้งทิ้งจังหวะเว้นไว้อย่างนั้นให้คนตรงหน้าได้หวั่นไหวสักพักก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

 

"เอาเถอะ เธอไม่รู้ก็ไม่เป็นไร ขอบคุณมากสำหรับการเสียเวลา" พูดจบแล้วก็เดินจากมาโดยไม่ได้หันไปมอง หากยังเห็นสีหน้าวิตกกังวลของอีกฝ่ายได้จากหางตา เด็กหนุ่มผมดำยิ้มกว้างอย่างถูกใจ ..เหลือก็แค่รอเวลาเท่านั้น

 

แฮร์รี่เดินกลับห้องของตัวเองไปอย่างสบายใจ แอบเอาแผนที่ตัวกวนขึ้นมาดูเป็นระยะๆตลอดเวลาหลังแยกจากพาร์กินสัน

 

เด็กสาวจากสลิธีรินคนนี้ เท่าที่แฮร์รี่สังเกตดู แม้ว่าโดยพื้นฐานจะปากแข็ง เจ้าเล่ห์ และเล่นด้วยยากกว่าสลิธีรินทั่วไป แต่เจ้าหล่อนก็ไม่ใช่คนเยือกเย็นซักเท่าไหร่โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับเดรโก  คงต้องรีบเอาเรื่องที่เขาถามไปบอกซาบินี่ก่อนแน่ๆ เพราะท่าทางพาร์กินสันจะเชื่อและเกรงเพื่อนสนิทคนนี้อยู่ไม่น้อย ดูจากตอนที่แฮร์รี่ทำเดรโกร้องไห้เพราะถามถึงแผลที่หลัง พาร์กินสันแทบจะสาปแฮร์รี่ แต่ก็ยอมรามือเพราะซาบินี่ปรามไว้ หรือตอนที่เดรโกดื่มน้ำยาแล้วคืนร่างไม่ได้ แค่ซาบินี่พูดอะไรด้วยไม่กี่คำ เธอก็ยอมปล่อยมือเดรโกไว้ให้อยู่กับเขาลำพัง  

 

ถ้าไม่นับเรื่องที่เธอมีส่วนทำให้เดรโกต้องกลายเป็นเด็ก  เธอก็ดูเป็นห่วงและแคร์เดรโกมากทีเดียว บางครั้งอาจจะมากจนเหมือนเกินเพื่อน แต่แฮร์รี่รู้สึกได้ว่าสำหรับพาร์กินสัน เดรโกคือเพื่อน  .. แต่กับซาบินี่ ..แฮร์รี่ไม่มั่นใจ

 

แฮร์รี่จัดแจงหยิบผ้าคลุมมาวางข้างตัว เอาไม้กายสิทธิ์ใส่กระเป๋าเสื้อ เคี้ยวขนมปังที่ตุนไว้ตุ้ยๆ เหลือบดูแผนที่ตัวกวนในมืออีกที  ซาบินี่ยืนอยู่หน้าห้องโถงใหญ่และอีกประมาณสองร้อยเมตรจากทางเดินพาร์กินสันจะไปถึง

 

‘เยี่ยม'

 

เด็กหนุ่มหยิบผ้าคลุมล่องหนมาคลุมตัวแล้วหายตัวไปอยู่หน้าห้องโถงใหญ่ทันที

 

 

ผ่านดวงตาสีมรกต แฮร์รี่เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงผิวสีเข้มในชุดเครื่องแบบไทด์เขียวสลับเงินยืนกอดอกพิงกำแพงพลางจ้องมองนาฬิกาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ไม่นานร่างแบบบางของเด็กสาวในชุดกระโปรงก็โผล่มาให้เห็น เป็นผลให้ความเคร่งเครียดในดวงตาสีนิลคลายลงแต่แล้วก็ต้องกลับมาขุ่นหนักกว่าเดิมเมื่อเห็นแววตื่นๆบนใบหน้าแต้มเครื่องสำอางนั้น

 

"เกิดอะไรขึ้น แพนซี่" ทันทีที่ซาบินี่ขยับปากพูด แฮร์รี่ก็รีบย้ายตัวเองมาอยู่ใกล้ๆ 

 

"เธอต้องไปคุยกับฉันเดี๋ยวนี้" พูดพลางคว้าแขนเพื่อนสนิทไว้ กึ่งลากกึ่งจูงไปทางอื่นที่คนน้อยๆ

 

"ใจเย็นลงก่อน แล้วพูดให้ฉันรู้เรื่องซิ"

 

"วันนี้พอตเตอร์มาคุยกับฉันเรื่องนั้น" เน้นเสียงหนักที่คำสุดท้ายทำให้ดวงตาสีนิลเบิกกว้างได้กว่าทุกครั้ง มือใหญ่รั้งแขนบอบบางไว้ พาเดินไปยังทะเลสาบช้าๆ ทำทีเป็นคุยเรื่องอื่นไปพลางๆ หันซ้ายหันขวาว่ารอบตัวไม่มีใครแล้วจึงทรุดตัวลงพร้อมกับฉุดอีกฝ่ายให้นั่งลงข้างๆกัน

 

แฮร์รี่ค่อยๆสาวเท้าเข้าใกล้โดยที่ระวังไม่ให้เกิดเสียง โชคดีที่รอบทะเลสาบเป็นผืนหญ้านุ่มเขาจึงไม่ต้องกังวลมากนัก และยังเข้าใกล้ได้พอสมควร อยู่ในระยะที่มั่นใจว่าจะได้ยินสองคนนั้นคุยกันทั้งหมด กระชับผ้าคลุมล่องหนเข้าหาตัวอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

 

ซาบินี่เอนหลังเล็กน้อย ใช้มือสองข้างยันพื้นไว้ เอี้ยวคอหันไปด้านข้างเพื่อมองหน้าเพื่อนสนิทแล้วถามถึงเรื่องราวทั้งหมดโดยที่พาร์กินสันก็เล่าให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่ข้ามอะไรไปแม้แต่ช็อตเดียว ใบหน้าสีเข้มรับฟังด้วยความสงบนิ่ง มือสีแทนของเด็กหนุ่มเจ้าความคิดถูกใช้เสยผมที่ลงมาปรกหน้าเพราะแรงลมไปด้านหลัง

 

แฮร์รี่รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่เข้าทางพาร์กินสัน ซาบินี่เล่นด้วยยากจริงๆ ตอนแรกที่มานั่งก็ทำท่าเหมือนมานั่งเล่นพักผ่อนมากกว่ามาปรึกษาหารือ

 

"นี่ อย่าเงียบสิ ช่วยฉันคิดหน่อยว่าควรทำยังไง" จิ๊จ๊ะในลำคออย่างขัดใจแล้วถึงส่งเสียงโวยออกมายังผลให้คนที่นั่งอยู่ด้วยต้องตวัดสายตาดุปนรำคาญ พูดเป็นเชิงปรามให้นิ่งเสียแล้วกลับมาอยู่กับตัวเอง

 

"อย่าตีโพยตีพายไร้สาระตอนนี้ได้มั้ย"

 

"นี่เธอว่ามันไร้สาระเหรอ"เสียงแหวใส่อย่างขัดใจเพราะอารมณ์ร้อนจึงตีความไปเสียผิดๆ นึกโกรธจี๊ดขึ้นมาที่คนใจเย็นตรงหน้าไม่มีทีท่าอนาทรร้อนใจต่อสิ่งใดเลย ทั้งๆที่นี่เป็นเรื่องของเพื่อนคนสำคัญ

 

"เรื่องนี้มันไม่ไร้สาระแน่ๆ ในเมื่อพอตเตอร์ตามเรื่องได้ขนาดนี้ แต่ที่ฉันว่าไร้สาระน่ะ มันเธอต่างหาก โวยวายไม่เข้าท่า หัดใช้ความคิดบ้างสิ อยู่กับเธอนี่มีแต่เรื่องวุ่นวาย" ต่อว่าเข้าบ้างเมื่อคนข้างๆตัวเริ่มรวนจนไม่ใช้เหตุผล เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง

 

คำตำหนิอย่างไม่ไว้หน้าทำให้ความเจ็บแปลบแล่นปลาบไปทั่ว เด็กสาวจากสลิธีรินแสร้งปิดมันไว้ด้วยใบหน้าเชิดรั้นที่สะบัดหนีไปอีกทาง ความหวั่นไหวจากการถูกแฮร์รี่จี้จุดยังไม่ทันหายก็ต้องมาเจอกับความเย็นชาของซาบินี่ ความคิดของเธอจึงตีบตัน ในสมองได้ยินเพียงคำต่อว่าเท่านั้น..

 

..ไม่เคยมีสักครั้งที่จะทำอะไรได้ถูกใจ..

.. เป็นคนงี่เง่าในสายตาของเขาตลอดเวลา

 

แฮร์รี่นึกขันเมื่อสังเกตว่าพอมีอะไรขัดใจทั้งพาร์กินสันและเดรโกก็มีปฏิกิริยาคล้ายกัน คือ เมินเสีย ทำเอาอดไม่ได้ที่จะต้องชะโงกหน้าไปดู แต่ภาพที่ได้เห็นกลับเปิดเผยสิ่งที่เด็กสาวจากสลิธีรินซุกซ่อนไว้

 

ใบหน้าที่หันหนีไปสะท้อนแววน้อยใจอย่างไม่ปิดบัง .. ในนัยน์ตาทอประกายเจ็บปวด

 

แฮร์รี่นิ่งไปกับความจริงบางอย่างที่เพิ่งรับรู้

 

พาร์กินสัน..รัก..ซาบินี่

 

 

 

ผ่านไปสักพักเด็กหนุ่มจากสลิธีรินจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบลง

 

"ฉันคิดว่าพอตเตอร์คงค่อนข้างมั่นใจแล้วล่ะว่าเป็นฝีมือเรา"

 

"ทำไมล่ะ หมอนั่นแค่อยากรู้เรื่องเดรโกนี่นา"

 

"ตอนนั้นเดรโกป่วยซึม กินข้าวไม่ได้มาหลายวันก็จริง แต่พอตเตอร์คงไม่ได้สนใจเรื่องนั้น หมอนั่นต้องการดูปฏิกิริยาของเธออีกทีต่างหาก เผื่อว่าจะหลอกถามอะไรได้เพิ่ม" ซาบินี่ผ่อนลมหายใจออกช้าๆขณะพยายามเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดต่อ

 

"หมอนั่นแน่ใจอยู่แล้วว่าเราสองคนต้องตุกติกอะไรบางอย่าง ดีไม่ดี อาจจะคาดไปถึงคนที่เราทำงานให้อยู่ก็ได้"

 

"ไม่มีทางหรอก ไม่มีทางรู้ว่าเราทำให้ใคร เพราะพอตเตอร์ไม่เคยรู้ว่าเดรโกเป็นยังไง" ประกายขมขื่นทอผ่านบนนัยน์ตาที่ฉายแสงวาวโรจน์ พาร์กินสันโกรธแค้นเขา .. ดูเหมือนจะโกรธที่เขาไม่รู้บางเรื่อง ..

 

ไม่เคยรู้ว่าเดรโกเป็นยังไง

 

ฉันจะรู้ได้อย่างไร ในเมื่อนายไม่เคยเปิดโอกาสให้ฉัน

ไม่สิ.. นายเคยยื่นมือมาหาฉันครั้งหนึ่ง และฉันเป็นคนปฏิเสธไปเอง

 

"เธอคิดอย่างนั้นเหรอ หมอนั่นเรียกชื่อเดรโกเลยนะ กับคนที่เกลียดโวลเดอร์มอร์ขนาดนั้น ถ้าเขายังคิดว่าเดรโกทำงานให้เจ้าแห่งศาสตร์มืด อย่างมากก็คงทำตัวมีคุณธรรมตามปกติโดยทำใจคิดว่าเดรโกเป็นเด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้นแหละ เขาจะทำตัวอ่อนโยนกับเดรโกขนาดนั้นเหรอ การที่พอตเตอร์ดีกับเดรโกมากในช่วงหลังนี่ก็บอกอยู่แล้วว่าหมอนั่น รู้ เรื่องที่เดรโกเป็นสายให้ภาคี"

 

ดวงตาวาวราวมรกตเบิกกว้าง พวกนี้รู้ว่าเดรโกเป็นสายให้ภาคีแล้วงั้นหรือ ที่เคยคุยกันก่อนหน้า แฮร์รี่คาดว่าสองคนนี้คงรู้แค่ว่าเดรโกไม่คิดจะเดินตามรอยพ่อ แต่ไม่นึกว่าจะรู้ลึกขนาดนี้ แฮร์รี่ตัดสินใจเก็บความสงสัยไว้ข้างในแล้วฟังต่อ

 

"แล้วเราจะทำยังไง ในเมื่อพอตเตอร์รู้ขนาดนี้"

 

"ก็ไม่เห็นต้องทำ หมอนั่นจะสืบจนทะลุปรุโปร่งก็ปล่อยไปเถอะ" พูดพลางเอนตัวลงนอนกับพื้นหญ้า ใช้แขนสองข้างหนุนหัวต่างหมอน

 

"ปล่อยไปได้ยังไงกันเล่า" ใบหน้าหวานๆง้ำงออย่างไม่พอใจ เขย่าตัวคนหนีลงไปนอนไม่เบานัก

 

"มันเป็นความจริง ยังไงพอตเตอร์ก็ต้องรู้ และฉันก็อยากให้หมอนั่นรู้ด้วย อีกอย่าง เป้าหมายของเรามันก็เสร็จไปแล้วนะ  บางที ฉันคงต้องคุยกับสเนปเรื่องนี้"

 

"เราทำเพื่อเดรโกได้แล้วก็จริง แต่.. กับเรื่องนั้น .. ฉัน.. ฉันไม่อยากเห็นเขาเจ็บ" มือใหญ่เอื้อมมาบีบกระชับมือเล็กที่วางอยู่บนหน้าตักตัวเองเบาๆราวจะให้ความมั่นใจทั้งๆที่ดวงตาสีนิลยังซ่อนอยู่ใต้เปลือกตาบางของเจ้าตัว สักพักจึงปล่อยออกเอาไปซ้อนไว้ใต้ท้ายทอย

 

"เราทำได้แค่ให้กำลังใจอยู่ห่างๆนะ" 

 

สายลมโชยพัดเอื่อย นำพาความรู้สึกเย็นสบายมาด้วย ไม่นานนักช่วงอกของคนพูดก็กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ บ่งให้รู้ว่าได้หลับสนิทไปแล้วทำให้คนที่ยังตื่นอยู่อมยิ้มออกมาน้อยๆกับภาพที่เห็น ดวงหน้าที่เคยมีเค้ากังวลหนักจางลง มองเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กด้วยแววเชื่อใจปนเปไปกับการตัดพ้อก่อนจะถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ เอนตัวลงนอนข้างๆคนที่ล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

 

 

เด็กวัยรุ่นจากสลิธีรินสองคนหลับพักผ่อนไปด้วยความสบายใจ ทิ้งไว้แต่เพียงคนแอบฟังที่ในใจหนักอึ้งจนจำไม่ได้ว่าเดินกลับห้องตัวเองได้ยังไงหลังจากเรียบเรียงทุกอย่างที่ได้ยินเป็นลำดับขั้นแล้ว

 

ไม่ใช่ความประหลาดใจเพราะอารมณ์หวานๆจากพาร์กินสันที่มีให้ซาบินี่ แต่เป็นเพราะคำพูดบางคำของพาร์กินสัน

 

 แฮร์รี่คิดถูก สองคนนี้เป็นคนลงมือ จะด้วยวิธีการอะไรก็ตาม และสเนปเกี่ยวข้องด้วย ..ศาสตราจารย์จอมโหดคงเป็นคนปรุงยาขึ้นมา เพียงแต่บางอย่างยังคาใจแฮร์รี่.. ส่งเดรโกมาอยู่กับเขา ..เพื่อตัวเดรโกเองงั้นหรือ?  

 

ให้มาอยู่กับแฮร์รี่ทั้งๆที่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างเกลียดกันขนาดไหน...แล้วให้มาอยู่กับแฮร์รี่เพื่ออะไร

 

เพื่อมาโดนแฮร์รี่ทำร้ายตั้งแต่เด็ก?

 

..พูดจาไม่ดีใส่ ทำจนแขนหัก และยังต้องให้โดนคาถาเต็มตัวเพราะปกป้องไม่ได้ เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเขานี่ช่างแย่เสียเหลือเกิน

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนก้องไปมาในใจแฮร์รี่ ..ก่อนหน้าที่จะถูกกรอกน้ำยา คู่ปรับตัวแสบของเขาป่วยซมหลายวัน และก่อนหน้าที่จะโดนกรอกน้ำยาหนึ่งอาทิตย์...แฮร์รี่เองที่ไปทำตัวเลวร้ายใส่และพูดต่อว่าอีกฝ่ายอย่างร้ายกาจ ความคิดโทษตัวเองวนเวียนกลับมาเล่นงานซ้ำอีกครั้ง

 

"ยังปากดีอยู่นะ  ทั้งที่พ่อนายต้องหนีหัวซุกหัวซุนแท้ๆ"

 

..ให้ข่าวเพื่อให้พ่อตัวเองกลายเป็นอาชญากรหลบหนี...

 

ทั้งๆที่เดรโกยอมทำถึงขนาดนี้แต่แฮร์รี่ก็ยังทำให้ดวงตาสีเงินที่ฉายแววกร้าวด้วยความเข้มแข็งมาตลอดต้องทอประกายเจ็บปวด  ดวงหน้าที่เชิดหยิ่งด้วยความทรนงต้องเผือดซีด

 

..ทั้งๆที่แฮร์รี่ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย

..ทั้งๆที่แฮร์รี่ไม่มีสิทธิ์จะไปพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ

 

ที่นายต้องไม่สบายจนถูกกรอกน้ำยา ..ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฉันใช่มั้ย?

 

เด็กหนุ่มแปลกกับตัวเองที่รู้สึกปวดแปลบประหลาดจนเผลอเอามือมากุมที่อก คว้าหมอนที่ใครบางคนเคยใช้มากอดเสียแน่นราวจะเบนความสนใจจากความเจ็บที่แล่นริ้วและดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้นอยู่ภายใน พึมพำสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเสียงแผ่ว

 

"ฉันขอโทษ"

 

คำสามคำที่เวลานี้อยากเอ่ยกับคนๆหนึ่งใจแทบขาดแต่คงไม่มีโอกาส เพราะคนๆนั้นคงไม่ต้องการที่จะรับฟังด้วยเกลียดแฮร์รี่เกินกว่าจะยอมเห็นหน้าเสียด้วยซ้ำ

 

 

แสงแดดสีส้มแดงสาดเข้ามาในห้องบอกให้เด็กหนุ่มที่นอนนิ่งๆ ทบทวนตัวเองอยู่บนเตียงได้รับรู้ว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว มือใหญ่ยันตัวขึ้นนั่งยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ตัดสินใจลุกจากเตียงไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยเพื่อลงไปทานมื้อเย็น พยายามตั้งสติเรียกตัวเองกลับมา เขาทำผิดพลาดไปมากเหลือเกิน

 

..แม้ว่าจะกลับไปแก้คืนไม่ได้  อย่างน้อย แฮร์รี่ก็ทำให้มันไม่แย่ไปมากกว่าเดิมได้

 

เขาคงต้องเอาข้อมูลที่ได้จากการแอบฟังสองคนนั้นคุยกันไปปรึกษาเฮอร์ไมโอนี่กับรอน ..และอาจจะต้องบอกลูปินด้วย เพราะเรื่องที่เดรโกเป็นสายลูปินเองก็สืบจนรู้

 

คนที่ทำร้ายนาย..ทำให้นายต้องมาอยู่กับคนที่นายเกลียดที่สุดอย่างฉัน.. ฉันจะทำให้ทุกอย่างเปิดเผยให้ได้

 

ไม่เพียงพอที่จะลบล้างความผิดที่ได้ทำ แต่..มันคงชดเชยให้นายได้บ้างใช่ไหม

 

 

หลังจากทานมื้อเย็นด้วยกันแล้วสามสหายก็ย้ายตัวเองไปที่ห้องทำงานของศาสตราจารย์ประจำวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด แฮร์รี่เล่าเรื่องราวที่ได้ยินให้ทั้งรอน เฮอร์ไมโอนี่และลูปินฟังในคราวเดียวโดยตัดสินใจเก็บเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของพาร์กินสันไว้กับตัวก่อนด้วยเห็นว่าไม่จำเป็นและไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยว

 

คิ้วสีจางบนใบหน้าอ่อนกว่าวัยถูกเจ้าตัวย่นเข้าหากัน มือข้างหนึ่งยกแก้วชาขึ้นจิบส่วนอีกข้างก็ลูบที่คางไปมา นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ตัวสบายตรงโต๊ะทำงานขณะรับฟังทุกถ้อยคำของเด็กหนุ่มลูกชายเพื่อนสนิท เก็บข้อสังเกตที่สะดุดใจไว้ภายในรอซักถามทีเดียวเพื่อที่จะได้ไม่เป็นการขัดจังหวะและรบกวนสมาธิของแฮร์รี่ ข้อมูลแต่ละส่วนเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่ค่อยๆมาประกอบกันให้คนช่างคิดเริ่มเห็นเค้าลางเป็นรูปเป็นร่าง

 

 

"สรุปว่าคนที่มีส่วนร่วมแน่ๆสามคนคือ สเนป พาร์กินสัน แล้วก็ซาบินี่" เสียงทุ้มห้าวดังแหวกมาหลังจากที่ต่างนิ่งเงียบกันไปนาน เด็กหนุ่มผมดำพยักหน้ารับแล้วเอ่ยถามต่อ

 

"แต่ฉันยังไม่เข้าใจอยู่ดี พวกนั้นทำไปทำไม"

 

"เพื่อมัลฟอยไง" เสียงเดิมตอบกลับมาอีกครั้งหากเรียกค้อนวงใหญ่ได้จากแฟนสาวของตัวเอง

 

"ตอบแบบนี้เธอเงียบไปดีกว่ารอน" ภาพเฮอร์ไมโอนี่ดุใส่ทำเอาเพื่อนจอมทะเล้นหงอยไปถนัดตา เรียกรอยยิ้มบางๆให้วาดได้บนดวงหน้าคมที่ในหัวเต็มไปด้วยความเครียด นึกอิจฉารอนอยู่บ้างที่ทำใจกับอะไรได้ง่ายเสียเหลือเกิน ‘เด็กส่วนเด็ก โตส่วนโต ตอนโตหมอนั่นงี่เง่า ฉันก็เกลียดอยู่ดี' ชักอยากเป็นคนง่ายๆแบบเพื่อนซี้ขึ้นมาบ้าง

 

"หรือว่าจะเกี่ยวกับคำทำนายอะไรของทรีลอว์นีย์รึเปล่าคะ" เด็กสาวคนเดียวในกลุ่มเอ่ยปากถามลูปิน

 

ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างขึ้นราวจะนึกอะไรได้ แฮร์รี่ขยับจะพูดอะไรออกมาแต่ก็ไม่ทันเมื่อมีสัญญาณยกมือห้ามจากเพื่อนสนิทพ่อทันทีที่ได้ยินเสียงเคาะประตูเป็นจังหวะสามครั้งจากหน้าห้อง ร่างโปร่งเดินอ้อมโต๊ะทำงานไปเปิดประตูให้กับผู้มาใหม่ ชายร่างเล็กเดินก้าวสั้นๆเข้ามาในห้องเมื่อลูปินผายมือเชิญเข้ามาด้านใน

 

"สะดวกรึเปล่า รีมัส หวังว่าฉันคงไม่ได้มาขัดจังหวะอะไรนะ" ประโยคหลังคนพูดพูดขึ้นเมื่อสังเกตเห็นเด็กนักเรียนสามคนนั่งอยู่กับลูปินด้วย

 

"ไม่มีอะไรครับ แค่คุยเรื่องทั่วๆไปน่ะฮะ"

 

"จริงสินะ เธอเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับเจมส์นี่นา" คำเปรยแบบนึกขึ้นได้เรียกรอยยิ้มบางให้กับเด็กหนุ่มที่เสียมารยาทแอบฟัง เพราะรู้สึกดีเพียงแค่ได้ยินคนอื่นพูดถึงพ่อ... ในแง่ที่กลางไปจนถึงบวกน่ะนะ

 

"มาถึงนี่ให้ผมช่วยอะไรรึเปล่าครับ"

 

"ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากให้ช่วยตรวจสอบคาถาเก่าบางคาถาหน่อยน่ะ ฉันถนัดประวัติศาสตร์ก็จริงแต่..เรื่องคาถาคงต้องยกให้เธอ"พูดพลางส่งหนังสือเล่มโตที่หอบไว้ให้ลูปินรับ พร้อมกับชี้ไปยังตำแหน่งที่วงเอาไว้เพื่อบอกให้รู้ว่าจุดใดที่สงสัย

 

"อย่าพูดถึงขั้นนั้นเลยครับ" ตอบคำของอีกฝ่ายขณะรับมาถือไว้เอง แขนทรุดลงไปเล็กน้อยเมื่อไม่ทันได้ตั้งตัวกับน้ำหนักของหนังสือ เกร็งข้อมือเพื่อปรับท่าถือก่อนจะขยับพาผู้มาเยือนไปนั่งยังเก้าอี้รับรองที่มีไว้อีกมุมนึงของห้อง

 

ผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงศาสตราจารย์บินส์ถึงจะขอตัวกลับ ลูปินเดินไปส่งผู้อาวุโสกว่าที่หน้าห้องโดยมีเด็กอีกสามคนตามไปเป็นพรวนหลังจากนั้นด้วย เพราะจู่ๆแฮร์รี่ก็ลุกพรวดแล้ววิ่งไปหน้าห้องตอนที่ลูปินกับบินส์กำลังร่ำลากันอยู่ สีหน้าเลิ่กลั่กของแฮร์รี่ทำให้อาจารย์ทั้งสองคนประหลาดใจ แล้วชายหนุ่มอ่อนอาวุโสกว่าก็เป็นคนเอ่ยปากถามก่อน

 

"มีอะไรรึเปล่า แฮร์รี่"

 

"ผมมีเรื่องอยากถามอาจารย์นิดหน่อยฮะ" เด็กหนุ่มผมดำตอบพร้อมกับมองไปยังศาสตราจารย์ประจำวิชาประวัติศาสตร์เวทย์มนตร์ ในหัวมีภาพของเมื่อสามวันก่อนวนเวียนไปมา

 

"ว่ามาสิ" คนเป็นครูเอ่ยปากอนุญาต

 

"ในประวัติศาสตร์... เคยมีผู้ชายคนไหนที่เข้าใกล้ยูนิคอร์นได้บ้างไหมฮะ" คำถามของแฮร์รี่ทำให้ชายสูงอายุนิ่งไป ในขณะที่เพื่อนอีกสองคนของเขาหัวเราะสุดตัว ส่วนลูปินเองก็อมยิ้มน้อยๆอย่างพยายามเก็บอาการกลั้นขำที่สุดแล้วเพื่อรักษาหน้าแฮร์รี่

 

"มันจะเป็นไปได้ไงแฮร์รี่ นี่มันเรื่องพื้นฐานสุดๆเลยนะ" เสียงทุ้มห้าวกลั้วหัวเราะบอกมาหลังจากระงับอาการตัวเองได้บ้างทำให้แฮร์รี่ได้แต่ยิ้มจืดๆ เกาหัวแกรกๆแก้เก้อ ก้มหน้าลงกับพื้น

 

"ขอโทษฮะที่ถามอะไรโง่ๆ"

 

หากอีกฝ่ายกลับเบิกตากว้างได้อย่างตื่นตะลึง มือจับเข้าที่ต้นแขนของแฮร์รี่ไม่เบานักจนดวงหน้าคมต้องเงยขึ้น

 

"เธอไปเอาความคิดเรื่องนี้มาจากไหน"

 

"เอ่อ.." แฮร์รี่ยังคงงมหาคำพูดตัวเองไม่เจอ จะให้ตอบว่าเห็นมากับตาก็คงจะลำบาก รวมถึงไม่อยากให้เรื่องราวหลายอย่างมันแพร่ไปไกลนักจึงได้แต่นิ่งไว้ ตั้งใจจะบอกลูปินและเฮอร์ไมโอนี่กับรอนในวันนี้แต่ก็ถูกขัดจังหวะจากอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้าเสียก่อน ระหว่างที่แฮร์รี่ยังคงสับสน ศาสตราจารย์บินส์ก็ตอบคำมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจให้ผู้ด้อยอาวุโสกว่าทั้งหมดตะลึงพรึงเพริด

 

"ผู้ชาย...สามารถเข้าใกล้ยูนิคอร์นได้จริง"

 

 TBC ค่า

 ตอนนี้เป็นยังไงกันบ้างคะ รบกวนบอกกันด้วยน้า ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว ดีใจมาก ปิดอยู่อาทิตย์เดียว โอย น้ำตาจะร่วง แงๆ จะใจร้ายกันไปถึงไหนเนี่ย แต่เอาเถอะ ก็ยังมีความสุขดีนี่นา^____^

ขอบคุณที่ยังรอกันนะคะ และขอโทษด้วยที่หายไปเดือนกว่าT  T