เจ้านายครับ .. รักต้องอ้วน 

 

 

มาแล้วค่ะ ช่วงนี้เหนื่อยจังเลย

ไปอ่านกันเถอะนะคะ

 

ปริศนา จะค่อยๆคลายทีละน้อย เรื่องนี้ ตัวเดินเรื่องคือ เจ้าหมอก ที่ตัวติดกับกฤตตลอดเวลา

 

เพราะงั้น ทุกอย่างจะอยู่ในมุมมองฝั่งกฤตและหมอก ทุกเหตุการณ์ที่เล่าหมอกจะต้องมีส่วนร่วม

ดังนั้นแล้ว.. หมั่นไส้นายกฤตคนละนิด หยิกแก้มนินทีล่ะหน่อยไปก่อนนะคะ

 

 

บทที่ 14

 

 

คืนวันศุกร์นี้หมอกต้องมานอนชะเง้อคออยู่บนโซฟาห้องรับแขกเพียงลำพังตัวเดียวเดี่ยวๆ ไม่มีใครมานั่งอยู่กับผมเหมือนอย่างที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าอยู่ตรงนี้มานานแค่ไหนแล้ว พอหันไปดูนาฬิกาตัวใหญ่ทรงโบราณแบบตั้งพื้นอีกที หน้าปัดของมันก็บอกว่าขณะนี้ก็ล่วงเข้าวันใหม่มาได้เกือบสองชั่วโมง

 

 


..งั้นนี่ก็เช้าวันเสาร์แล้วสินี่

 

 

 

 

ตั้งแต่มีคุณนินมาอยู่ด้วย วันนี้คงเป็นวันแรกล่ะมั้งที่ผมได้ทำหน้าที่อยู่เวรเฝ้ายามแบบที่หมาทั่วๆไปเขาทำกัน

 

 

 

 

 

 

เสียงเครื่องยนต์รถดังมาจากทางหน้าบ้านทำให้ผมต้องรีบลุกไปดู รถแท็กซี่สีเหลืองเขียวที่จอดอยู่ชิดรั้วทำให้ผมรู้ทันทีว่าคนที่ผมรักกลับมาแล้ว ร่างของคนสามคนค่อยๆลงจากรถ นายล้วงหยิบกุญแจบ้านจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาไข เปิดให้คุณนินและคุณปราชญ์ได้เข้ามาตาม ร่างสูงสะบัดรองเท้าไปคนละทาง ลำบากคุณนินที่ถอดวางเรียบร้อยแล้วต้องมาเก็บให้ทีหลัง ส่วนคุณปราชญ์น่ะเรียบร้อยอยู่แล้วครับ

 

 

 

 

กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยมาจากตัวของทั้งสามคนฉุนกึ้กจนผมมั่นใจว่าต่อให้ไม่ใช่หมา และอยู่ในรัศมีสามเมตรนี่ต้องได้กลิ่นแน่ๆ

 

 

 

 

ไม่ต้องแปลกใจครับ คนที่อัญเชิญน้ำเมาเข้าปากคราวนี้ไม่ได้มีแค่นายคนเดียว แต่รวมไปถึงคุณปราชญ์และลูกหมูน้อยของผมด้วย ยังดีที่ทั้งสามคนดูแล้วยังอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ได้เดินเซหรือพูดจาอ้อแอ้อะไร ประมาณว่าสติสตังอยู่ครบ ถามตอบรู้เรื่องแค่ขับรถไม่ได้นั่นแหละครับ

 

 

 

 

เฮ้อ.. ผมค่อยโล่งอกหน่อย

 

 

 

 

นายกับคุณปราชญ์เนี่ยรู้มือกันดีอยู่แล้วว่าคอทองแดงเรียกพี่ ดื่มกันได้เหมือนดื่มน้ำเปล่า ห่วงอยู่ก็แค่คุณนินนี่ล่ะครับ พอเห็นคุณนินผมถึงวางใจ

 

 

 

 

คุณนินเดินตรงไปที่ครัว จัดการชงน้ำหวานให้ทุกๆคนดื่ม แล้วอุ่นอาหารนิดๆหน่อยๆเท่าที่มีอยู่ในตู้เย็นออกมาให้ได้ทานกันด้วย จัดแจงเรียกสองหนุ่มที่นั่งเอนอยู่กับโซฟาห้องรับแขกให้ย้ายร่างหล่อๆเข้าไปในห้องทานข้าว คุณปราชญ์ดูจะงงๆอยู่สักหน่อยส่วนนายนั่งรอพร้อมทานแต่โดยดี พยักเพยิดเป็นเชิงว่าให้ทำตามที่คุณนินว่านั่นแหละ

 

 

 

 

“นินให้กินอย่างนี้แล้วเราจะนอนยังไงล่ะเนี่ย”คุณปราชญ์พูดมายิ้มๆ

 

 

 

 

“เถอะน่า ทานพวกที่มันมีน้ำตาลไปก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวจะแย่เอานะ”

 

 

 

 

“ทีกับปราชญนี่พูดดีเชียว ทุกทีกับฉันนี่สั่งเอาๆ”แม้ว่าแอลกอฮอล์จะสามารถฆ่าเชื้อได้ แต่มันก็ไม่สามารถฆ่าเพื่อนของผมที่อยู่ภายในตัวนายได้จริงๆซะด้วย กวนได้กวนดี นายใครวะ?

 

 

 

 

“โอ๊ย ใครเขากล้าสั่งมึงวะกฤต กลัวคุณชายกันหมดแล้ววว เอ้อ แล้วนี่นินลุกมาทำอย่างนี้ให้กฤตมันทุกครั้งปะเนี่ย”ประโยคหลังหันไปถามเอากับคุณนินที่นั่งอยู่ข้างๆตัว คุณนินก็พยักหน้ารับครับ

 

 

 

 

ผมยังไม่ได้บอกใช่มั้ยฮะว่าคุณนินนั่งที่เก้าอี้ข้างๆคุณปราชญ์ส่วนนายนั่งอยู่ตรงข้าม

 

 

 

 

ตาคมๆของคุณปราชญ์มองนายด้วยแววตำหนินิดหน่อยแฮะ

 

 

 

 

 “เรานอนดึกอยู่แล้วน่ะปราชญ์ ไม่อยากให้ป้านิดแกต้องลุกมาดึกๆดื่นๆ แก่แล้วด้วย อีกอย่าง ตั้งแต่ฉันมาอยู่ กฤตไปเที่ยวแค่ไม่เท่าไหร่เอง” เป็นเพราะเรื่องยุ่งๆและความปลอดภัยที่หาได้ยากทำให้นายไม่ค่อยได้มีโอกาสไปร่อนบ่อยนักในคืนวันศุกร์ที่คนพลุกพล่าน แต่วันธรรมดาที่ไปแค่นั่งดื่มสบายๆกับเพื่อนไม่ได้อยู่ถึงข้ามวันใหม่ก็ยังมีอยู่บ้างครับ เพียงแค่อันนี้คุณนินไม่ได้มีเวลามาดูแลเท่านั้นเอง

 

 

 

 

“คนดีจริงๆเลยนินเนี่ย ออกตัวแทนมันอีก ทำไมโชคร้ายต้องมาอยู่กับกฤตมันด้วย เลวๆอย่างมึงซึ้งกะความดีเป็นไหมวะ”

 

 

 

 

คุณนินหัวเราะ แต่นายเริ่มหน้าหงิก

 

 

 

 

โธ่ คุณปราชญ์ครับ นายผมน่ะนะ .. ซึ้งงงงไปถึงหัวใจเลยนา

 

 

 

 

“กูจะซึ้งกับความดีของมึงด้วยนะปราชญ์ถ้ามึงจะเลิกแดกกูสักที”

 

 

 

 

“ไม่อะ มึงผู้ชาย ..ถึกเกิน กูแดกไม่ลง”

 

 

 

 

“แปลว่าถ้าเป็นสาวสวยๆอย่างในผับเมื่อกี๊มึงจะแดก?”

 

 

 

 

“ก็เหี้ยแล้วครับ  ถามอะไรก็สงสารกูแล้วก็เกรงใจนินหน่อยเหอะ ขืนพลอยรู้กูก็แห้วดิ”คุณปราชญ์ครวญมาเสียงอ่อย

 

 

 

 

“ไม่หรอก เรื่องเอ้อ.. ในผับ ผู้ชายด้วยกันก็พอเข้าใจอยู่”คุณนินออกตัวมาก่อน

 

 

 

 

คราวนี้นายผมม้าหมากรุกมาเอง “เข้าข้างกันเข้าไป จะมีใครเลวเท่านายกฤตคนนี้มั้ยเนี่ย”

 

 

 

 

คุณนินยิ้มขำแล้วหันหน้าไปทางอื่น ส่วนคุณปราชญ์ส่ายหน้าดิก .. นายผมคงได้คำตอบแล้วล่ะครับ

 

 

 

 

 

 

คุณๆสามคนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยระหว่างรออาหารย่อย แซวกันเองถึงสภาพแต่ละคนในผับ คุณนินไม่เท่าไหร่นะ จากที่ผมฟังๆ เห็นว่าโยกตัวตามจังหวะเพลงนิดหน่อยแล้วก็ดื่มเลยไม่ค่อยมีประเด็น คุณปราชญ์แกล้งนายว่าครั้งนี้เพลย์บอยไม่ค่อยสนสาวๆอย่างเคย เห็นว่าสาวหยอดมาก็ยิ้มรับตามมารยาทแค่นั้น เข้าร่วมกลุ่มกับพวกหมอๆเสียมากกว่า

 

 

 

 

แหม ให้สานต่อกับสาวๆต่อหน้าคุณนิน .. นายก็คิดหนักนะครับ แค่นี้ก็ภาพพจน์ยอดแย่ในสายตาลูกหมูสุดๆแล้ว

 

 

 

 

 คุณปราชญ์เป็นคนเฮฮาดีนะ ผมชอบล่ะ อยู่กับคุณปราชญ์จะมีเรื่องให้ยิ้มให้หัวเราะได้ตลอดเลย แต่แล้วคำเปรยของคุณนินก็ทำให้เสียงหัวเราะร่วนของคุณปราชญ์กลายเป็นเสียงหัวเราะแหะๆแทนเสียนี่

 

 

 

 

“แปลกดีเนอะ กฤตกับปราชญ์ก็ไปเที่ยวที่นี่เหมือนกันเลย”

 

 

 

 

คุณปราชญ์ชะงักไปพักหนึ่งก่อนจะยิ้มระรื่นกลบเกลื่อน มองตานายเป็นเชิงให้นายคิดหาทางออกเอาเอง

 

 

 

 

“อืม ไอ้บาสกับโชติมันนึกครึ้มขึ้นมาแล้วมาชวนเลยได้ไปที่เดียวกับนินนี่ล่ะ” นายอ้างถึงกลุ่มเพื่อนในคณะที่ไปด้วย ที่ฟังๆมาเมื่อครู่เห็นว่าบังเอิญไปเจอกัน โต๊ะก็อยู่ติดๆกันด้วยเลยได้จอยกันหน่อย

 

 

 

 

แต่ผมมั่นใจว่าไอ้ที่โต๊ะใกล้กันนี่.. ไม่น่าจะบังเอิญหรอกมั้ง

 

 

 

 

ก็ขนาดที่ไปผับเดียวกันนี่ยังไม่บังเอิญเลยนี่นา!!!

 

 

 

 

 

 

คุณนินบอกกับนายตั้งแต่คืนวันพุธที่ได้โทรศัพท์คุยกันแล้วว่าวันศุกร์นี้มีกลุ่มเพื่อนเขาชวนอยากให้ไปเที่ยวกัน เห็นว่ามีคนอกหักหรือไงนี่ล่ะครับ แล้วอยากปลดปล่อย ทีนี้ตัวตั้งตัวตีนี่ก็สนิทกับคุณนินพอสมควรคุณนินเลยยอมไปด้วย

 

 

 

 

สุดหล่อผู้ชาญฉลาดอย่างนายไม่ห้ามแล้วครับ มีบทเรียนมาแล้วนี่ เลือกชวนคุยไปเรื่อยๆแทน ถามว่าไปที่ไหน ยังไง กี่โมง ไปกันกี่คน  ก็คุยกันนานอยู่กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการมาครบ เสียแต่ว่านี่มันวันพุธ กว่าจะถึงวันศุกร์ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้อีก นายเลยขอให้วันศุกร์ช่วงเย็นๆให้คุณนินโทรมาหาสักหน่อย จะได้รู้ว่าอยู่ที่ไหน

 

 

 

 

คุณนินโทรมาบอกนายตามที่สัญญาไว้ แต่สถานที่ที่จะไปเพื่อนๆคุณนินก็ยังคิดๆกันอยู่ อาจจะเป็นที่RCA นายนิ่วหน้าทันทีที่ได้ยินคำตอบ รู้สึกว่านายจะไม่ค่อยอยากให้คุณนินไปแถวนี้นัก ในความเห็นนายดูนายจะคิดว่าที่ทองหล่อน่าจะปลอดภัยกับลูกหมูน้อยมากกว่า นายเลยเสนอให้ไปร้านประจำของนายที่ทองหล่อ นายบอกเบอร์ร้านแล้วให้ใช้ชื่อนายจองโต๊ะ จะได้โต๊ะหน้าๆเวลามีวงมาเล่น เพื่อนๆคุณนินตะครุบรับข้อเสนอนี้ของนายทันทีเพราะว่าผับนี้ดังอยู่แล้ว ส่วนวงที่เล่นขึ้นชื่อมากในเรื่องความมันครับ

 

 

 

 

จากข้อกำหนดทางร้านที่อนุญาตให้ใช้ชื่อเดียวในการจองแต่ละครั้ง นายเลยบังคับล็อคคอคุณปราชญ์กับลากเพื่อนอีกสองคนไปดึ่งดึ๊งเสียด้วยกัน คนที่ฉลาดเป็นกรดแล้วทันนายแทบทุกอย่างอย่างคุณปราชญ์รู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรทะแม่งๆ บังคับให้นายคายเหตุผลออกมาให้หมด

 

 

 

 

จำได้ไหมครับ ช่วงแรกๆที่คุณปราชญ์จะจีบคุณพลอย คุณปราชญ์เคยท้าว่าอย่ามาขอให้ช่วยถ้าเจอใครที่รักจริงๆ นายบอกไปว่าไม่มีทาง ผมที่รู้นิสัยนายดีก็ตอบในใจว่านายน่ะไม่ขอร้องหรอก บังคับให้ช่วยเลยมากกว่า

 

 

 

 

ผิดจากที่ผมบอกไหมล่ะเนี่ย ฮ่าฮ่า

 

 

 

 

คุณปราชญ์ปล่อยก๊ากเมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของนาย จับความรู้สึกนายได้ว่านายไม่ได้ชอบใจที่คุณนินไปเที่ยวเท่าไหร่นัก แต่นายก็ไม่อยากขัดเพราะโตๆกันแล้ว หากความเป็นห่วงที่คุณนินถูกปองร้ายก็ยังมีอยู่ นายยังถือว่าความปลอดภัยของคุณนินก็เป็นความรับผิดชอบของนายด้วย คุณปราชญ์เลยยอมช่วย นึกดีใจที่นายกับคุณนินญาติดีกันได้

 

 

 

 

..ถ้ารู้อะไรลึกกว่านี้ จะยังดีใจอยู่อีกมั้ยน้อ?

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั่งคุยกันมาได้สักพักก็ถึงเวลาแยกย้ายกันไปนอน

 

 

 

 

“ปราชญ์ เดี๋ยวมึงนอนห้องเดิมนะ”คุณปราชญ์พยักหน้ารับก่อนจะชะงักไปแล้วทำสีหน้างุนงง

 

 

 

 

“ห้องนั้นมันกลายเป็นห้องนินไปแล้วนี่”

 

 

 

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวปราชญ์นอนกับฉันก็ได้”มือป้อมๆแตะไหล่หนาของเพื่อนสนิทนาย พูดจาเสนอตัวแบบหวังดี แต่... เอาเป็นว่านัยน์ตาคมกริบสีดำออกขวางขุ่น คนหล่อชักจะไม่สบอารมณ์นั่นแหละครับ

 

 

 

 

“ปราชญ์นอนห้องนั้น ส่วนนายน่ะ นอนห้องฉัน”

 

 

 

 

อีกสองคนร้อง “อ้าว” ขึ้นมาพร้อมกันเลย

 

 

 

 

“ไม่ต้องมาอ้าวหรอกปราชญ์ มึงนอนดิ้นจะตายห่า ทำตัวเหมือนเข็มนาฬิกา หมุนแม่งรอบทิศ กูถึงให้มึงไปนอนแยกไง ไม่งั้นก็ให้มานอนห้องกูแล้ว เตียงห้องนั้นมันเล็กกว่าห้องกูนี่”

 

 

 

 

ครั้งนี้คุณปราชญ์พยักหน้าตกลงอย่างว่าง่าย หันไปบอกคุณนินว่าไปนอนกับนายน่ะดีแล้ว เขานอนดิ้นจริง คุณนินก็ต้องเลยตามเลยในเมื่อทั้งนายและคุณปราชญ์บอกมาแบบนั้น

 

 

 

 

นายจัดการลากคุณปราชญ์ไปไว้ที่ห้องคุณนิน แล้วเปิดห้องตัวเองให้คุณนินที่หยิบเสื้อผ้าข้าวของมาแล้วให้เข้าไปด้านใน

 

 

 

 

“นินไปอาบก่อนแล้วกัน เสร็จแล้วค่อยเรียกฉัน”ว่าพลางทิ้งตัวลงกับเก้าอี้นวมตัวใหญ่

 

 

 

 

ลับหลังคุณนินผมเห็นเรียวปากบางหยักยิ้มอย่างสมใจ ดูเจ้าเล่ห์น้อยๆแบบน่าหมั่นไส้ ผมถึงนึกขึ้นได้

 

 

 

 

..เอ๊ะ ที่บ้านเรายังมีห้องรับแขกอีกสองห้องอยู่ข้างล่างนี่นา..

 

 

 

 

 

 

ไม่นานนักคนตัวกลมในชุดนอนสีครีมเสื้อแขนสั้นกางเกงขายาวคล้องผ้าเช็ดผมไว้ที่คอก็ออกมาจากห้องน้ำ ที่เลนส์แว่นแบบไร้กรอบพราวไปด้วยหยดน้ำจนเจ้าตัวต้องถอดออก เดินมาวางไว้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือของนาย ผมทรงสั้นเปียกลู่กับศีรษะ ท่าทางว่าจะไม่ยอมเช็ดผมอีกแล้วแฮะ เท่าที่ผมอยู่ด้วยคุณนินชอบปล่อยให้ผมแห้งไปเองครับไม่ชอบเช็ด กลิ่นสบู่หอมๆแบบที่นายชอบใช้ลอยเข้าจมูกผม อืม.. กลิ่นชัดประมาณนี้ นายเองก็น่าจะได้กลิ่นนะ

 

 

 

 

นายที่ถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกออกเหลือแค่เสื้อยืดสีขาวข้างใน หยิบผ้าเช็ดตัวพาดไว้กับบ่าแล้วเดินไปทางคุณนิน มือใหญ่ขยี้ผมเปียกๆสองทีแล้วทำหน้าเบ้

 

 

 

 

“หัวเปียกอย่างนี้เดี๋ยวจับไข้มาอีกฉันไม่ดูแล้วนะ”

 

 

 

 

“เหอะ ตามสบายเลย” ว่ามาแล้วก็เดินไปนั่งนิ่วหน้าเช็ดผมอยู่บนเตียง ก่อนจะร้องโวยขึ้นมาอีก

 

 

 

 

นายถอดเสื้อยืดตัวในออกตามด้วยกางเกงยีนส์สีดำเหลือแต่บอกเซอร์ โยนผ้าที่ถอดแล้วใส่ตะกร้าตรงมุมห้อง

 

 

 

 

“เฮ้ย! ทำอะไรของนาย” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มที่ไม่มีเลนส์แว่นบดบังเบิกกว้างขึ้นด้วยตกใจกับสิ่งที่กำลังเห็น แก้มกลมๆดูจะออกชมพูกว่าปกติอยู่สักหน่อย

 

 

 

 

“อ้าว จะอาบน้ำนี่ครับคุณ จะให้อาบทั้งเสื้อผ้าหรือไง”

 

 

 

 

“บ้า ก็ไปถอดในห้องน้ำสิ จะมาโชว์อยู่ทำไม”

 

 

 

 

“แล้วใครให้นายมองเนี่ย”พูดพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้

 

 

 

 

หน้ากลมๆงอหงิกเลยครับ “ก็อย่ามายัดเยียดเซ่!!!”

 

 

 

 

“อะไรกัน รู้รึเปล่าว่าเนี่ย มีแต่คนเขาแย่งกันดู ไม่ต้องยัดเยียดเลย”

 

 

 

 

ไม่ใช่นายจะพูดโอเวอร์หรอกนะครับ ขนาดผมเป็นหมาผมยังดูออกเลย นายน่ะหุ่นดีแบบนักกีฬา ไม่ได้กล้ามโตเป็นปู แต่ก็มีสวยแบบผู้ชายทุกคนต้องอิจฉา พร้อมกับซิกแพ็คที่หน้าท้องไร้ไขมัน แผ่นหลังก็เป็นมัดกล้ามเนื้อ

 

 

 

 

..กลัวจะลืม นายผมน่ะ เทควันโดสายดำนะครับ แถมมีเทรนกับพวกตำรวจเพิ่มด้วยเนื่องจากชีวิตที่แขวนไว้บนเส้นด้าย 

 

 

 

 

สาวๆเลยทั้งรักทั้งหลงนายงี้ล่ะ

 

 

 

 

“รีบๆเข้าไปอาบเลยไป”

 

 

 

 

“อิจฉาล่ะซี้”นายยังคงไม่หยุด แกล้งแหย่คุณนินด้วยน้ำเสียงกวนๆ

 

 

 

 

“เฮอะ” ท่าทางว่าจะแทงใจดำเข้าจริงๆ คุณนินหน้าแดงแป๊ดหันหนีไปอีกทางเลย

 

 

 

 

นายเดินผิวปากเข้าห้องน้ำไป ก่อนจะกระชากเปิดออกมาเร็วๆให้คนที่นั่งอยู่ในห้องตกใจเล่น คนตัวกลมสะดุ้งเชียว

 

 

 

 

“เดี๋ยวนินนอนไปเลยนะ ไม่ต้องรอฉัน”

 

 

 

 

“ใครเขาจะรอนายกัน แบร่” คาดว่าคุณนินคงหมั่นไส้นายแบบทะลุปรอทครับ ถึงขั้นแลบลิ้นปลิ้นตาใส่

 

 

 

 

นายที่เห็นกิริยารั่วๆแบบไม่ได้ทำบ่อยนักของว่าที่คุณหมออดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างแล้วหัวเราะก๊ากออกมา

 

 

 

 

 

 

สิบนาทีผ่านไปนายก็ออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูผืนใหญ่พันเอวไว้ โยนบอกเซอร์ในมือลงตะกร้าใบเดิม นายเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอนของตัวออกมาใส่ หยิบผ้าเช็ดผมที่พาดอยู่กับราวมาขยี้ผมตัวเองไม่กี่ทีก็แห้ง นายหันมาทางเตียงของตัวเองที่ถูกจับจองไปครึ่งหนึ่ง อมยิ้มออกมาเมื่อเห็นหมอนข้างถูกวางกั้นกลางอยู่

 

 

 

 

นายปรายตามองผมทีหนึ่ง

 

 

 

 

ไอ้หมอกทำหน้าแบ๊ว  ส่ายหัวสุดชีวิต

 

 

 

 

แน่นอนว่าต้องเป็นฝีมือคนที่หลับไปแล้วสิครับ หมาฉลาดอย่างหมอกจะเอาหมอนข้างมาวางทำไม มีแต่ดันๆคุณนินให้เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดนายเท่านั้นหรอก โฮะโฮะ

 

 

 

 

ผมเดินไปนอนบนฟูกตัวเองอย่างรู้หน้าที่ ..  รู้สึกดีจังเลยน้า

 

 

 

 

ถึงแม้จะไม่ได้นอนบนเตียงนาย แต่นายผม ..ก็ใกล้จะมีนายอีกคนมานอนข้างๆแล้ว

 

 

 

 

ผมคิดว่างั้นนะ

 

 

 

 

นายเดินมานั่งที่เตียงอีกฝั่งที่ยังไม่มีใครจับจอง ส่ายหน้าให้คนที่นอนอยู่ก่อนน้อยๆ คงจะรู้แหละครับว่าคุณนินกั้นไว้เพราะกลัวจะซ้ำรอยกับครั้งที่แล้ว

 

 

 

 

ในเงาตาสีนิลสะท้อนเพียงคนที่เข้าสู่นิทราแล้วด้วยสังเกตเอาจากจังหวะการหายใจที่สม่ำเสมอ สายตาที่นายใช้มองคุณนินยามนี้ไม่ต้องปิดบังความรู้สึกใดๆอีกในเมื่อเจ้าตัวคงไม่ตื่นมารับรู้   มือใหญ่ข้างหนึ่งลูบกลุ่มเส้นผมนิ่มมือเบาๆ ปัดปอยผมที่ปรกดวงหน้ากลมออก ใช้ข้อนิ้วไล้ไปตามนวลแก้ม ก่อนจะแตะปลายนิ้วของตัวกับริมฝีปากสีชมพูเข้มนุ่มนวล..แผ่วเบา แล้วล้มตัวลงนอนข้างๆกัน ปล่อยหมอนข้างไว้อย่างนั้นโดยไม่ไปทำอะไรกับมัน

 

 

 

 

 

 

จากที่นายบอกคนอื่นๆในบ้านไว้ว่าจะไปเที่ยวกลับดึกมากพร้อมคุณนิน ไม่ต้องรอ เลยทำให้ไม่มีใครรอพวกเรากลับตั้งแต่เมื่อคืนและไม่มีใครมาปลุกเราตอนเช้าแม้ว่าตะวันจะลอยโด่งอยู่บนฟ้า ส่องแสงจ้าแยงตาแยงก้นหมดแล้วก็ตาม นายตื่นขึ้นก่อนแต่ยังคงนอนนิ่งๆมองคนข้างๆตัวเรียวปากบางเผยรอยยิ้มจาง

 

 

 

 

นายผม ..ท่าทางจะเป็นเอามาก

 

 

 

 

สาวคนไหนๆนายก็ไม่เคยพามาถึงห้อง นี่อะร้ายยยยยยย แค่นอนมองหน้าหนุ่มน้อยหนึ่งคน ไม่ได้ทำอะไรแถมมีหมอนข้างกั้น ยังจะยิ้มออกอีก

 

 

 

 

ไม่นานหลังจากที่นายรู้ตัว เปลือกตาบางของคนตัวกลมก็ค่อยๆปรือขึ้นทีละน้อย

 

 

 

 

อ๊ะ..ผมคงลืมบอกไปแน่เลยว่าคุณสองคนนอนหันหน้าเข้าหากันอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน

 

 

 

 

คุณนินดูตกใจที่ลืมตาขึ้นมาก็เห็นนายมองมาอยู่ก่อนแล้ว

 

 

 

 

“ตื่นนานแล้วเหรอกฤต”

 

 

 

 

“เมื่อกี๊นี้เอง”

 

 

 

 

“แล้วไม่ลุกไปล่ะ”

 

 

 

 

“ขี้เกียจ”

 

 

 

 

คุณนินหลุดขำเบาๆกับคำตอบของนาย มือใหญ่เลยถือโอกาสยีผมคุณนินเล่นอีกจนได้ คุณนินปัดมือนายออกก่อนจะลุกขึ้นนั่ง จู่ๆคิ้วสีจางก็ขมวดเข้าหากัน นิ่วหน้าน้อยๆราวจะใช้ความคิด หลุดพึมพำเบาๆ

 

 

 

 

“..ก็นอนนิ่งดีนี่นา ..แล้วทำไม”

 

 

 

 

พนันกันไหม คุณนินคิดถึงตอนที่ตื่นมาในอ้อมกอดนายแน่เลย

 

 

 

 

“มีอะไรเหรอนิน” นายผมก็ร้ายนะ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องทั้งที่ได้ยินชัดอยู่ว่าคุณนินพูดอะไร

 

 

 

 

“อ๊ะ เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวฉันไปล้างหน้าแปรงฟันก่อนนะ”

 

 

 

 

และแล้วภาพคล้ายๆเดิมก็กลับมา..คุณนินชิ่งเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้นายนอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่บนเตียง

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง นาย คุณนินและคุณปราชญ์ก็พร้อมกันที่โต๊ะอาหาร ข้าวต้มกุ้งร้อนๆถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะไว้สามที่ ส่วนอีกที่เทลงในชามให้หมอกได้ลิ้มรสด้วย ไอสีขาวๆยังคงลอยอยู่เหนือชามเป็นสัญญาณเตือนให้ผมค่อยๆแลบลิ้นเลียทีละหน่อย อย่าเพิ่งตะกละ เงยหน้าหล่อๆของไซบีเรียนฮัสกี้ขึ้นไปหน่อยก็เห็นภาพลูกหมูน้อยเป่าปู้ดๆกับข้าวต้มในมือ ค่อยๆแลบลิ้นแตะ

 

 

 

 

..เลียนแบบผมเหรอคุณนิน

 

 

 

 

“อะไรมันจะละเลียดขนาดน้านนนน”

 

 

 

 

ผมว่า.. การได้แกล้งคุณนินมันกลายเป็นความสุขของนายไปแล้วจริงๆนั่นแหละ

 

 

 

 

“ก็มันร้อนนี่”

 

 

 

 

“เวอร์ละ มันไม่ได้ร้อนขนาดนั้นสักหน่อย”ว่าแล้วก็ตักเข้าปากโชว์

 

 

 

 

“ใครจะลิ้นจระเข้เหมือนนาย ไม่รู้สึกรู้สา”

 

 

 

 

คุณนินกับนายเถียงกันคราวนี้คุณปราชญ์ไม่ปรามนายแล้วครับ ตั้งแต่เห็นว่านายดูห่วงใยคุณนินดี ไม่ได้คิดจะจับมาต้มยำทำแกงหมูอะไรก็เลยปล่อยๆไป คาดว่าคงดูแล้วสนุกเหมือนผม

 

 

 

 

“นินกับกฤตดูสนิทกันดีนะ”

 

 

 

 

“ม่ายยยยยยยย ล่ะปราชญ์ ใครจะไปสนิทกะนายนี่กัน” คุณนินส่ายหัวดิกเลย แต่นายแค่ยิ้มๆ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงเถียงคุณปราชญ์คอเป็นเอ็น

 

 

 

 

 

 

คุณปราชญ์ขอตัวกลับก่อนหลังจากจบมื้ออาหาร ทีแรกนายตั้งใจจะให้คุณปราชญ์มุดอยู่ในกองสำนวนคดีด้วยกันแต่พอคุณแม่คุณปราชญ์โทรมาตามลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนายเลยต้องยอมปล่อยแรงงานคนสำคัญไป คุณนินเดินนำนายไปที่ห้องหนังสืออย่างที่ทำเป็นประจำ เอกสารถูกยกออกมาวางเป็นตั้ง แต่เหมือนนัยน์ตาหลังเลนส์แว่นจะสังเกตเห็นเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาตั้งพื้นตัวใหญ่คนตัวกลมจึงเดินลิ่วๆออกไปด้านนอกพลอยให้ร่างสูงต้องตามมาด้วย

 

 

 

 

“อย่าเพิ่งดูสำนวนคดีเลยมานี่ก่อนดีกว่า”

 

 

 

 

แทนที่จะให้ความสนใจกับสิ่งที่ตัวเองบอกไว้ตั้งแต่แรก ทำเอาคนที่กำลังเปิดข้อมูลอ่านให้มองดุๆเชียว

 

 

 

 

“ไม่ต้องทำหน้างี้เลย” พูดดักคอนายพลางย้ายตัวเองมาที่โซฟาตัวยาวของห้องนั่งเล่น

 

 

 

 

ลูกหมูเปิดทีวีแล้วกดเปลี่ยนช่องด้วยรีโมทในมือ

 

 

 

 

ตัวอักษรที่เขียนว่า AXNตรงมุมซ้ายบนของจอทีวีทำให้คิ้วเข้มๆเลิกขึ้นได้ ถัดมาไม่กี่วินาทีภาพของแม็ค เทย์เลอร์ นายตำรวจหนุ่มใหญ่ผู้เอาจริงเอาจังแห่งมหานครนิวยอร์คก็สามารถลากร่างสูงให้ลงมานั่งกับโซฟา คุณนินหันมายิ้มให้อย่างเป็นต่อ

 

 

 

 

“ก็โอเคนะ ดีที่นายจำได้”นายว่าพลางยักไหล่

 

 

 

 

จากก่อนหน้านี้ที่นั่งดูกันคนละมุมของโซฟา

 

 

 

 

.. น่าแปลกที่ช่วงเวลาของการอยู่ด้วยกันทำให้ระยะห่างระหว่างคนสองคนลดสั้นลงจนตอนนี้ทั้งคู่สามารถนั่งข้างกันได้อย่างสนิทใจ

 

 

 

 

แล้วหลังจากดูไปได้ไม่กี่นาที.. นายก็เป็นคนกำจัดระยะห่างทั้งหมดลงด้วยการเอนตัวลงนอนหนุนตักคุณนิน

 

 

 

 

คุณนินโวยแค่ช่วงแรกๆสุดท้ายก็ต้องยอมเพราะนายไม่ยอมลุกไปไหน

 

 

 

 

“กินแล้วมานอน เดี๋ยวก็เป็นกรดไหลย้อนหรอก”

 

 

 

 

“ครั้งเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอกน่า”

 

 

 

 

“ดื้อ”ทำหน้าดุหน่อยๆใส่นายด้วย คิดเหรอครับว่านายจะกลัว

 

 

 

 

“น่าจะรู้มานานแล้วนะ”ยิ้มร่ารับคำต่อว่าเลยเชียว

 

 

 

 

 

 

เมื่อรายการโปรดของทั้งสองคนจบลงก็ได้เวลาทำงานกันต่อ คุณสองคนย้ายมาที่ห้องสมุดอีกรอบ ทั้งคู่เลือกที่จะนั่งแหมะอยู่กับพื้นเอาหลังพิงชั้นไม้กันคนละฝั่ง เอกสารฉบับแล้วฉบับเล่าถูกเปิดออกอ่าน คุณนินสะกิดนายให้ดูเอกสารที่ตัวถืออยู่ในมือ นายจึงได้ย้ายจากที่นั่งตรงข้ามคุณนินมาเป็นนั่งข้างๆกันแทน

 

 

 

 

“ไง เจออะไรอีกแล้วเหรอ”

 

 

 

 

คุณนินพยักหน้ารับ อมยิ้มหน่อยๆคล้ายว่าจะภูมิใจ

 

 

 

 

 

“ก็คิดว่าน่าจะใช้ได้อยู่นะ”

 

 

 

 

“อืม.. สำนวนคดีเรื่องทุจริตยาของรมต.นฤเบศร์นี่นา เท่าที่อาวัฒน์บอกล่าสุดคดีนี้ยังยื่นอุทธรณ์กันอยู่ นิน นายนี่มือดีจริงๆ หยิบจับอะไรเป็นใช้ได้ตลอด ฉันสิหาไม่เจอเลย”

 

 

 

 

“แหงล่ะ ฉันมันคนดวงดี”ทำหน้าอวดๆพลอยให้คนมองยิ้มขัน เปรยมาเสียงเรียบแต่ตาพราวระยับ

 

 

 

 

“จริง ไม่มีใครมีโอกาสอยู่บ้านฉันนานเท่านายเลย”

 

 

 

 

“อันนี้ฉันดวงตกหรอก” คำแซวถึงเรื่องที่ต้องมาอยู่ด้วยกันทำให้คุณนินหุบยิ้ม

 

 

 

 

คราวนี้นายหัวเราะหึหึในลำคอ มือพลิกอ่านไปเรื่อยๆ ก่อนจะชะงักไปเมื่อด้านหลังมีเอกสารบางอย่างแนบไว้อยู่ด้วย ดวงตาคมกวาดอ่านเอกสารอย่างละเอียด เพียงไม่นานนักเรียวปากบางก็เผยรอยยิ้มถูกใจ

 

 

 

 

“เดี๋ยวฉันโทรหาอาวัฒน์กับอาปกรณ์ก่อนนะ”

 

 

 

 

นายจัดแจงโทรศัพท์ตามผู้ใหญ่ที่นายเคารพทั้งสองท่านเรียนเชิญให้มาที่บ้านตามแต่ละท่านจะสะดวก ไปๆมาๆเห็นว่าคุณปกรณ์กับคุณวัฒนาคุยกันเองด้วย และตกลงที่จะมาที่บ้านเราเวลาเดียวกันเพื่อปรึกษาและให้นายชี้แจงเอกสารที่มีรอบเดียว

 

 

 

 

 

 

เสียงรถที่ดังมาจากหน้าบ้านทำให้ผมต้องเห่าเรียกนายกับคุณนินที่นั่งอยู่ในห้องสมุดให้ออกมารับผู้ใหญ่ คนที่มาถึงก่อนคือคุณปกรณ์ นายตำรวจยศใหญ่รุ่นน้องของพ่อนาย ภาพที่ทุกคนเห็นจนชินตาไปแล้วคือชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ท่วงทียังคงดูสง่าแม้ว่าวัยจะผ่านเลยมามาก ดวงหน้าคร้ามแดดลมเผยรอยยิ้มเอ็นดูขณะที่รับไหว้จากนายและคุณนิน

 

 

 

 

“เป็นยังไงล่ะเรา”ปรายตามองนายก่อนเป็นคนแรก

 

 

 

 

“ก็ดีครับอา หลังจากที่ผมเข้ารพ.คราวนั้นผมก็ไม่รู้สึกว่ามีพวกมันเข้ามายุ่มย่ามอีกนะ หรือว่าโดนพวกอาจัดการไปก่อนรึเปล่า” คุณปกรณ์พยักหน้ารับน้อยๆ

 

 

 

 

“แล้วเราล่ะนิน”

 

 

 

 

“เอ่อ.. ก็ดีครับ”

 

 

 

 

“ผมว่าเดี๋ยวเราไปคุยกันข้างในเถอะฮะอา” นายพูดพลางผายมือไปด้านในบ้าน

 

 

 

 

ไม่ทันที่ทั้งสามคนจะนั่งลงกับโซฟาห้องรับแขก คุณวัฒนาก็มาถึงพอดี ชายหนุ่มร่างท้วมรุ่นราวคราวเดียวกับคุณปกรณ์เดินเข้ามาภายในบ้าน คุณนินนั่งตัวลีบ ขยับตัวชิดเข้าหานายมากกว่าเดิมเมื่อทั้งคุณปกรณ์และคุณวัฒนามากันพร้อมหน้า ถึงแม้คนทั้งคู่จะมีบุคลิกที่ต่างกันบ้าง..แต่จุดร่วมที่เหมือนกันคือสีหน้าดุๆยามที่วางท่าจริงจังนั่นแหละ

 

 

 

 

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยสักเท่าไหร่อย่างคุณนินก็เลยออกจะประหม่าอย่างเห็นได้ชัด

 

 

 

 

นายเลื่อนเอกสารที่มีไปไว้ตรงกลางโต๊ะกระจก

 

 

 

 

“นี่เป็นสำนวนคดีตอนที่ศาลชั้นต้นตัดสินครับ สำหรับผม หลักฐานที่ทางอัยการยื่นฟ้องมันดูอ่อนๆชอบกล ไม่แปลกที่จะถูกยกฟ้องฮะ แล้วนี่ก็เป็นเอกสารที่พ่อแนบไว้ด้วย”

 

 

 

 

คุณปกรณ์หยิบเอกสารที่แนบมาไปดูก่อนส่วนคุณวัฒนาเปิดสำนวนคดีออกอ่าน จากนั้นรุ่นน้องของคุณพ่อนายทั้งสองคนจึงสลับกันอ่าน

 

 

 

 

“อย่างน้อยๆคราวนี้ก็คงจัดการกับรมต.นฤเบศร์ได้แน่ๆล่ะ หรือพี่คิดว่าไง”ท้ายคำนายตำรวจใหญ่หันมาถามเอากับคนที่นั่งข้างๆ

 

 

 

 

เท่าที่ผมจำได้ รู้สึกว่าคุณปกรณ์จะอ่อนกว่าคุณวัฒนาอยู่สักปีสองปี

 

 

 

 

“ที่ดูนี่ก็มัดตัวแน่นอยู่นะ เสียวแต่ว่าจะลากลูกน้องคนสนิทสักคนมาเป็นแพะแทนรึเปล่า เดี๋ยวกรณ์ก็เอาไปใช้เลยแล้วกันนะพี่ว่า ครั้งนี้ไม่น่าพลาดแล้วล่ะ”

 

 

 

 

“ผมยังมีนี่มาปรึกษาอาด้วยน่ะฮะ พอดีนินเป็นคนหาเจอ” นายส่งแฟ้มเจ้าปัญหาที่ใช้เวลากับมันมาเป็นเดือนให้คุณวัฒนาดู

 

 

 

 

“จากที่สืบๆมา ทุกคนมีความผิด ข้อสงสัย หรือข่าวลือเกี่ยวกับการกระทำชำเราเด็กทั้งหมดครับ”

 

 

 

 

มือใหญ่ที่ปราฎริ้วรอยของกาลเวลาพลิกแผ่นซองใสของแฟ้มไปเรื่อยๆก่อนจะชะงักไปกับหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ที่แปรเป็นสีออกเหลืองหม่นๆตามความเก่าเก็บ

 

 

 

 

“นายสิงขร??”

 

 

 

 

นายสิงขรนี่เห็นคุณปราชญ์บอกว่าคดีที่ทำน่ะคือข่มขืนแล้วฆ่าเด็กหญิงแปดขวบ เอาข่าวเก่ามาให้นายดูเสร็จสรรพ เห็นว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกหลานของคนในแวดวงกฎหมายเสียด้วยสิ ที่บ้านนี่ใหญ่เอาเรื่องเหมือนกัน

 

 

 

 

“นายคนนี้ทำไมเหรอครับ” คุณนินถามแทรกขึ้นมาบ้าง

 

 

 

 

ใบหน้าเข้มมีร่องรอยความอึดอัดใจฉายอยู่

 

 

 

 

“อารู้จักเขาหรือรู้จักผู้เสียหายฮะ” คำถามของนายทำให้คุณวัฒนาขยับยิ้ม

 

 

 

 

“ญาติของผู้เสียหายน่ะ”

 

 

 

 

ใครกันครับอา

 

 

 

 

ตำนานของผู้พิพากษาไง

 

 

 

TBC

 

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ ครั้งนี้ห่างจากครั้งที่แล้วมากจริงๆ

 

และการอัพครั้งหน้า ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่

 

 

กะล่อนเข้าเน็ตได้บ่อยอยู่ เพราะเข้าแวบๆได้เป็นช่วงสั้นๆครั้งละไม่กี่นาที(แต่ไม่ว่างยาวๆมานั่งแต่งนิยาย) มาอ่านคอมเมนท์ มันเป็นกำลังใจให้กะล่อนได้มากๆเลย

 

นอกจากความรักในตัวนิยายและลูกๆที่กะล่อนแต่งแล้ว ข้อความที่ทุกคนทิ้งไว้นี่แหละที่เป็นส่วนหนึ่งให้เรื่องนี้มันเดินต่อไปได้

 

ขอโทษนะคะที่อัพเร็วอย่างคนแต่งคนอื่นเขาไม่ได้ เนื้อเรื่องก็เรื่อยๆมาเรียงๆ ไม่ฉับไว ไม่หวือหวา อืดเป็นเรือเกลือ

 

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการติดตามและกำลังใจที่มีให้กันมาตลอด

 

รักคนอ่านทุกคนนะคะ

warning yaoi!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
 
 

 

กฤตมันก็รู้ตัวไปแล้วเนอะ ทีนี้ก็มารอดูลูกหมูของเราแล้วกัน

 

มีคนสงสัยว่าอุ้มได้ยังไง อุ้มได้ค่ะ กฤตมันแข็งแรง ส่วนลูกหมูเรามันเตี้ยจริงจัง กลมเลยทีเดียว แต่อย่านึกว่ากฤตมันจะจบง่ายๆเรื่องอุ้มเนี่ย รอต่อๆไปแล้วกันค่ะ

 

วันนี้สอบยากมากเลย จะเป็นลม

 

มาต่อนิยายดีกว่า 555

 

ไปอ่านกันเลยค่า

 

 

บทที่ 13

 

 

 

 

หลังจากวันที่นายรู้ใจตัวเองก็ผ่านมาได้สามอาทิตย์แล้ว บรรยากาศระหว่างคนที่ผมรักสองคนก็ยังคงคล้ายๆเดิม เถียงกันเป็นบางครั้ง ง้องแง้งใส่กันเป็นบางที แต่ก็ไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงอย่างครั้งที่คุณนินไปเที่ยวอีก นายยังคงแกล้งหยอกแกล้งแหย่คุณนิน เพียงแต่มีพฤติกรรมบางอย่างเพิ่มเติมมาเท่านั้น อย่างเช่น ความเอาใจใส่ที่มีมากขึ้นถ้ามองผ่านคำพูดประมาณเพื่อนไอ้หมอกหนึ่งฝูงลงไป รวมถึงประกายตาของความอาทรและเอ็นดูที่ฉายชัด ปนไปกับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนที่มีให้คุณนินอยู่บ่อยๆ

 

 

 

 

..ในขณะที่คุณนินของผม.. ทั้งที่เป็นคนจับความรู้สึกใครต่อใครได้ไวแท้ๆ แต่พอเป็นเรื่องนี้แล้ว กลับไม่ระแคะระคายอะไรแม้แต่น้อย ยังคงปฏิบัติตัวเหมือนก่อน  

 

 

 

 

บางครั้งนายแกล้งหยอดคำหวานไป .. ก็ดันตอบกลับแบบไม่รับมุกเสียนี่ หาว่านายเล่นเป็นเด็กๆอยู่บ่อยครั้ง และก็โดนนายบีบแก้มลงโทษที่ว่านายเป็นเด็กทุกครั้งไป

 

 

 

 

เพลย์บอยแทบจะพลิกตำราจีบกันเลยทีเดียว

 

 

 

 

ส่วนเรื่องเที่ยวนั้นนายบอกกับคุณนินว่าไม่ได้ห้าม เพียงแต่จะไปที่ไหนเมื่อไหร่ก็ขอให้บอกกันเสียก่อน ทีแรกคุณนินก็บอกว่าจะรายงานกับผู้กองสารัตถ์เอง ไม่รบกวนนาย แน่นอนว่านายไม่ยอม บังคับให้คุณนินต้องบอกนายก่อนทุกครั้ง แล้วนายจะบอกผู้กองสารัตถ์ให้ คุณนินคงงงๆอยู่เหมือนกันแต่ก็ไม่อยากเถียงอะไรมากเลยรับปากนายไป

 

 

 

 

เพื่อผลดีในภายภาคหน้า นายจัดการเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อยโดยการบอกเลิกสาวๆทุกคนในสต็อก แน่นอนว่ากว่าจะจบกับแต่ละคนก็ยุ่งเอาการ ทั้งๆที่ก่อนคบกันก็ตกลงไว้เสียดิบดีแล้วแท้ๆ มีบางคนเท่านั้นแหละครับที่คุยกันง่ายหน่อย สารพันคำถามที่พุ่งมาหานายไม่ว่าจะมาจากสาวๆหรือเพื่อนคนอื่นที่ต่างก็แปลกใจกับพฤติกรรมของเพลย์บอยประจำมหาวิทยาลัย ที่อยากรู้กันมากที่สุดก็คือ.. เหตุใดนายถึงลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเสียใหม่ แว่วๆว่านายได้ฉายามาด้วยล่ะ เห็นคุณปราชญ์แซวว่านายน่ะ เป็น ‘คาสโนว่ากลับใจ’

 

 

 

 

หลายต่อหลายคนต่างพากันคาดเดาไปต่างๆนานา บ้างก็ว่านายเบื่อชีวิตที่ไร้แก่นสาร บ้างก็ว่านายตั้งใจจะละซึ่งทางโลกแล้ว ..แต่เหตุผลที่เขาเห็นว่าน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ นายมีตัวจริงแล้ว !!

 

 

 

 

ก็ไม่ใช่ว่าจะผิดนะครับ เพียงแต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

 

วันศุกร์นี้คุณนินโทรมาบอกนายก่อนแล้วตั้งแต่เมื่อวานว่าคงจะต้องกลับช้าหน่อย เพราะทางคณะมีประชุม เรียกนักศึกษาแพทย์ชั้นปีสามเข้าพบทุกคน คิดว่าคงเลิกช้ากว่าสี่โมงไปเยอะอยู่ คุณนินเลยเอ่ยปากให้นายกลับไปก่อนแล้วตัวเองจะตามไปทีหลังเนื่องจากวันนี้นายเลิกแค่บ่ายสองเท่านั้น คุณนินไม่อยากให้นายเสียเวลารอ

 

 

 

 

..แต่คำตอบก็รู้ๆกันอยู่ นายไม่ปล่อยให้คุณนินต้องนั่งรถเมล์กลับเองหรอก

 

 

 

 

บริเวณม้านั่งใต้เงาต้นหูกวางขนาดใหญ่ที่อยู่ริมน้ำ ห่างไกลจากบรรดาสาวๆที่ยังคงเพียรตามตื๊อ นายนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบย่อยสำหรับวันจันทร์หน้าโดยมีผมหมอบอยู่ที่ขา คงเพราะอิทธิพลจากแม่น้ำสายใหญ่ข้างๆมหาวิทยาลัยเราหนึ่งคนกับหนึ่งตัวจึงได้รับลมเย็นสบาย นายกับผมต่างนั่งกันเงียบๆมีแค่เพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษกับเสียงลมเท่านั้น โทรศัพท์มือถือของนายที่ปกติจะติดตัวอยู่ในกระเป๋ากางเกงถูกนำมาวางไว้ที่โต๊ะตรงตำแหน่งใกล้ๆมือ เหมือนนายต้องการจะให้หยิบง่ายๆเผื่อว่ามีใครโทรมา

 

 

 

 

ผมคาดไม่ผิดเลย เพราะสักห้าโมงเศษๆโทรศัพท์ของนายก็ดังขึ้น เสียงคุ้นหูที่ว่ามาตามสายทำให้นายอมยิ้ม นัยน์ตาคมวามวาวด้วยความยินดี ..ก็คนที่นายรอจะเจอหน้ามาทั้งอาทิตย์โทรมานี่ครับ จะไม่ให้รู้สึกดีได้ยังไงกัน

 

 

 

 

มือใหญ่พับปิดหนังสือของตัวเองจัดการใส่ลงในกระเป๋าสะพายข้าง

 

 

 

 

“ไปกันหมอก นินมาแล้ว”

 

 

 

 

ผมต้องเดินเร็วหน่อยเพื่อให้ทันกับขายาวๆที่จ้ำพรวดๆ อดขำนายขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน  นึกอยากจะพูดได้บ้างจะได้บอกนายว่าคุณนินน่ะไม่หายไปไหนหรอก

 

 

 

 

 

 

เมื่อผมกับนายไปถึงก็เห็นคุณนินกำลังยืนซื้อขนมปังกรอบอบเนยจากร้านขายขนมตรงใต้ถุนตึกคณะนิติ นายที่เห็นอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะแกล้งแหย่

 

 

 

 

“นี่ เดี๋ยวก็จะกลับไปกินข้าวเย็นแล้ว กลัวไม่อิ่มเหรอไง” เอาแล้วไง เดี๋ยวได้ตีฝีปากกันอีก ตะแง้วกันอยู่ได้ สองคนนี้นี่

 

 

 

 

คนโดนแซวทำหน้าตูมเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับมาด้วยเสียงสะบัดๆ “เออสิ ตอนนี้ฉันหิวมาก มากพอจะกินหัวนายด้วย”

 

 

 

 

เรียวปากบางเผยรอยยิ้มขันเมื่อได้ฟังคำขู่ฟ่อๆของคนตรงหน้า “ทำไมหิวขนาดนั้น คณะนายเขางดให้อาหารลูกหมูหรือไง”

 

 

 

 

หน้ากลมๆงอหงิกได้ไวเหลือใจ

 

 

 

 

“ฉันไม่ได้กินข้าวเที่ยงนี่ คาบเช้ากว่าจะเลิกก็เกือบบ่ายแล้ว กินแค่ขนมปังชิ้นเดียวเอง” พูดจบก็แกะถุงขนมออกมาทาน ไม่สนใจนายอีก นายไม่ได้หยอกคุณนินต่อเพราะเห็นว่าคุณนินคงจะหิวจัดจริงๆ มือใหญ่หยิบนมกล่องมาไว้ในมือก่อนจะส่งเงินให้ป้าเจ้าของร้านแล้วเดินนำคุณนินไป

 

 

 

 

ทันทีที่เราเข้ามานั่งในรถกันเรียบร้อยนายก็ส่งนมกล่องให้คุณนิน

 

 

 

 

“จะได้ไม่ติดคอไง”พูดเสริมมาเมื่อเห็นว่าคุณนินส่งสายตาคำถามมาให้พร้อมกับสีหน้าไม่ไว้วางใจ

 

 

 

 

“ขอบใจนะ”

 

 

 

 

คุณนินรับมาถือไว้เฉยๆ ไม่ได้เจาะหลอดดูดนม ส่วนขนมปังกรอบที่ซื้อก็เก็บไว้ในถุงเสียเรียบร้อย นายเองก็คงแปลกใจเหมือนกันกับผม เรียวปากบางจึงขยับถามไปด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงคอนเซปต์ของตัวเองอย่างเหนียวแน่น

 

 

 

 

“นั่งมองแล้วมันจะหายหิวมั้ย”

 

 

 

 

“ถ้ารถนายเปื้อนฉันก็โดนเล่นงานสิ”

 

 

 

 

คราวนี้สารถีถึงกับโคลงศีรษะ นัยน์ตาสีดำสนิทกลอกไปมาก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ

 

 

 

 

“กินไปเถอะ เดี๋ยวนายโมโหหิวแล้วฉันจะแย่เอา”

 

 

 

 

“..” คุณนินนั่งกอดอกหันหน้าไปทางกระจก เสมองวิวด้านนอกแล้วครับ ท่าทางจะขัดใจนายอยู่

 

 

 

 

“นี่ ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องรถหรอกนะ เปื้อนได้ก็เช็ดได้”

 

 

 

 

“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อกี๊ฉันก็กินไปแล้วนิดหน่อย” นายระบายลมหายใจออกน้อยๆ ทำหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนปากหยักสวยจะเริ่มออกคำสั่ง

 

 

 

 

“แต่ฉันเป็น ฉันเริ่มหิวแล้ว เอามาแบ่งซะดีๆ” อ้าวนาย ซะงั้นอะ ไหนตอนระหว่างรอคุณนินก็กินลูกชิ้นปิ้งซะจนอิ่มแล้วไง ผ่านไปแป๊บเดียวหิวอีกแล้วเหรอ ไปว่าคุณนินเค้าได้ไงเนี่ย

 

 

 

 

“เร็วเลย อย่างก”สำทับมาอีกเมื่อเห็นว่าคุณนินยังคงนิ่งเฉย

 

 

 

 

“ก็ได้” คุณนินตอบพลางหยิบถุงใส่ขนมปังกรอบออกมาแล้วยื่นให้นาย ตาคมๆเหลือบมองนิดนึงแล้วอมยิ้ม

 

 

 

 

“คุณธนินครับ ผมขับรถอยู่นะครับ ช่วยบริการกันสักหน่อยจะเป็นพระคุณอย่างสูง”

 

 

 

 

ลูกหมูเริ่มทำหน้าได้ใกล้เคียงจวักกับคำพูดสุภาพแต่น้ำเสียงชวนให้เส้นเลือดที่ขมับเริ่มเต้นได้ มือกลมๆหยิบแผ่นขนมปังมาถือไว้ในมือแล้วส่งให้

 

 

 

 

ยังครับ .. รับมาง่ายๆเดี๋ยวจะหาว่าไม่ใช่นายตัวจริง

 

 

 

 

“ขับรถนะครับ ไม่ได้เล่นป๊อกเด้ง มือไม่ว่างครับ” ยังคงรวนคุณนินต่อ ..ว่างแต่ปาก? ว่างั้นเหอะ นายผม

 

 

 

 

“ขับมือเดียวก็ได้มั้งครับ เห็นปกติคุณกฤตทำอยู่บ่อยๆ” หน้ากลมๆหงิกไปเป็นที่เรียบร้อย สวนกลับมาด้วยถ้อยคำที่สุภาพพอกัน

 

 

 

 

“เดี๋ยวเปื้อนเนยครับ มันลื่น ต้องเอามือมาจับพวงมาลัยอีก มันไม่ถนัดครับ”ท่าทางว่าคุณนินคงกำลังนับหนึ่งถึงร้อยอยู่ในใจ นายหนอนาย รู้ใจตัวเองแล้วแต่ก็ยังเสมอต้นเสมอปลายเหลือเกินนะครับ นี่ถ้าคุณนินเขานึกหมั่นไส้ไม่สนใจขึ้นมานะ หมอกจะหัวเราะเยาะให้

 

 

 

 

คุณนินบิขนมปังแผ่นออกเป็นชิ้นพอดีคำก่อนจะส่งเข้าปากของคนที่หันหน้ามารับอย่างยินดี ปลายนิ้วของคุณนินแตะโดนริมฝีปากนายเล็กน้อย ลูกหมูดูจะไม่รู้สึกอะไรเพราะหน้ากลมๆยังคงงอเป็นปกติ แต่คนโดนป้อนนี่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วล่ะ

 

 

 

 

หลังจากป้อนนายได้สักสองสามคำคุณนินก็หยิบขนมตรงหน้าขึ้นมาทานบ้าง พลอยให้คนขับที่ลอบมองอยู่เผยรอยยิ้มเอ็นดู แต่แล้วเสียงไอค่อกแค่กที่ดังมาจากคนนั่งข้างก็ทำเอาคิ้วเข้มๆเริ่มจะเข้ามาชนกันตรงกลาง

 

 

 

 

“กินหรือยัด สำลักรึเปล่านั่น”

 

 

 

 

“..”ไม่มีคำตอบใดๆจากคนที่เอามือกลมๆทุบอกตัวเอง ส่งแต่สายตาแค้นเคืองไปให้

 

 

 

 

“ที่รถฉันไม่มีน้ำอยู่เลย นายเอานมนั่นมาดื่มก่อนสิ”คุณนินทำตามที่นายบอกอย่างว่าง่าย

 

 

 

 

 

 

 

ราวกับป้านิดจะรู้ใจคุณนินของผมว่าหิวเสียเหลือเกิน เพราะทันทีที่เราไปถึงมื้อค่ำก็ได้ถูกจัดไว้รอท่าที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว คนตัวกลมวางกระเป๋าของตัวไว้กับโซฟาหน้าบ้านก่อนจะเดินตัวปลิวตามพี่ชื่นที่ออกมาเรียก ไม่สนใจนายที่ส่งเสียงแซวว่าหิวจนไม่ยอมรอกันเลย หลังจากจบมื้ออาหารคุณนินก็ขึ้นไปหอบโน้ตบุ๊คของตัวเองลงมาที่ห้องนั่งเล่นเห็นว่าจะทบทวนบทเรียนแล้วก็ทำการบ้านด้วยครับ

 

 

 

 

หน้าจอของคุณนินเปิดไฟล์ภาพขึ้นมา สิ่งที่ผมได้เห็นตรงหน้าเป็นเหมือนก้อนเนื้อแปลกๆ ใหญ่กว่ากำปั้นของคุณนินเล็กน้อย สีออกแดงคล้ำปนน้ำตาล ทรงคล้ายๆดอกบัว ไม่ถึงกับคล้ายขนาดนั้นครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร ดอกบัวนี่ก็ดูจะใกล้เคียงที่สุดแล้ว จากรูปถ่ายของชิ้นนั้นบรรจุอยู่ในกล่องใส่น้ำยา ผมเห็นคุณนินดูภาพตรงหน้าควบคู่ไปกับอ่านชีทในมือ

 

 

 

 

นายคงสังเกตเห็นภาพแปลกๆที่คุณนินดูอยู่เช่นกัน ร่างสูงจึงเดินมานั่งข้างๆพร้อมกับนมร้อนในมือสองแก้ว ผมคิดว่าแก้วนึงคงจะเป็นของคุณนิน

 

 

 

 

“ดูอะไรน่ะนิน” พูดพลางเขยิบตัวเข้าใกล้คุณนินที่นั่งค้อมตัวดูรูปอยู่ ชะโงกหน้าไปดูให้ชัดๆเลยกลายเป็นว่าดวงหน้าคมแทบจะชิดกับแก้มกลมๆเสียแล้วสิ วางคางลงกับไหล่ของคุณนิน  คุณนินเหล่มองนายแปลกๆก่อนจะกระเถิบตัวออกห่างสักหน่อย

 

 

 

 

“อยากรู้จริงๆเหรอ”

 

 

 

 

“อ้าว ทำไมถามงี้ล่ะ”น้ำเสียงขุ่นๆกับหน้างอๆของนายแบบคล้ายจะเริ่มงอนทำเอาคุณนินไปต่อไม่เป็น ก็ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา นายงอนคุณนินครั้งเดียวเองมั้ง ตอนที่เข้าใจว่าคุณนินไม่ยอมมาเยี่ยมทั้งๆที่ตัวเองรับลูกกระสุนแทนลูกหมูน้อยนั่นแหละ

 

 

 

 

 “ก็.. ไม่แน่ใจว่านายจะรับได้นี่นา” นิ้วป้อมๆเกาแก้มกลมๆตัวเอง ..ดูน่ารักจนนัยน์ตาคมอ่อนแสงลงจนเหลือแต่ประกายเอ็นดู

 

 

 

 

“ฉันถามเองก็ต้องรับได้สิ”

 

 

 

 

“นี่คือหัวใจ  ได้มาจากคนเสียชีวิตที่เขาหรือญาติบริจาคให้น่ะ”

 

 

 

 

“ไหนว่านายเรียนกายวิภาคไปตั้งแต่ตอนปีสองแล้วไง”

 

 

 

 

“ที่ฉันดูนี่เป็นส่วนหนึ่งของพยาธิวิทยาน่ะ เป็นการดูความผิดปกติของร่างกายที่เห็นเมื่อเป็นโรคแล้ว”นายพยักหน้าหงึกหงักเป็นเชิงว่าเข้าใจ

 

 

 

 

“หัวใจที่เห็นนี่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดน่ะ ส่วนภาพนี้เป็นภาพตัดขวาง กฤตเห็นตรงริ้วขาวๆนี่ไหม อันนี้แหละคือส่วนของกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือด”ระหว่างที่พูด คุณนินจะมีช่วงหยุดบ้าง คล้ายว่าต้องการนึกคำพูดเพื่ออธิบายให้สั้นและง่ายเพื่อที่นายจะได้เข้าใจได้

 

 

 

 

“หือ พวกนายดูมันได้ไงเนี่ย ฉันมองแล้วก็ไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไหร่ ไหนที่ว่าขาวๆ มันก็ดูขมุกขมัวเทาๆแปลกๆอะ”

 

 

 

 

คุณนินหลุดหัวเราะกับคำพูดของนายส่งผลให้คนโดนหัวเราะใส่ทำหน้างง จะหลุดแยกเขี้ยวออกมาแล้วถ้าคุณนินไม่รีบชี้แจงว่าช่วงแรกๆที่เรียนวิชานี้คุณนินก็ดูไม่ออกเหมือนนายนี่ล่ะ ดูอวัยวะผิดเป็นอีกอย่างด้วยซ้ำเพราะความผิดปกติที่เกิดขึ้นแทบจะทำให้ไม่เหลือเค้าของเดิม แต่พอเรียนไปแล้วความคุ้นเคยก็จะทำให้สามารถแยกแยะได้เอง

 

 

 

 

ถึงคุณนินจะบอกเหตุผลไปแล้ว แต่คนจงใจไม่รับฟังอย่างนายก็ถือโอกาสยีผมคุณนินและดึงแก้มกลมๆสองข้างเล่นอยู่ดี อาจจะเป็นโชคของคุณนินที่ไม่ต้องโดนนายประทุษร้ายกับแก้มนานนักเพราะคุณนินมีโทรศัพท์เข้า ทั้งนายทั้งผมเราไม่ได้ลุกไปไหน ยังคงนั่งอยู่กับคุณนินเนี่ยแหละ เลยได้รู้ว่าเพื่อนของคุณนินโทรมานัดให้ไปประชุมงานวันพรุ่งนี้เช้า เป็นการนัดแบบกะทันหัน คุณนินหันมาขอโทษบอกว่าถ้ารู้ก่อนจะอยู่ที่หอไปก่อนเลย แล้วกลับเองวันพรุ่งนี้ ผมว่าถึงรู้ก่อนนายก็คงไปรับคุณนินกลับมาอยู่ดีนั่นล่ะ แล้วไปส่งคุณนินพรุ่งนี้เช้าที่คณะ

 

 

 

 

“ตกลงว่าพรุ่งนี้นายต้องไปกี่โมงนะ ฉันจะได้กะเวลาตื่นถูก”

 

 

 

 

“ไม่ต้องหรอกกฤต เดี๋ยวฉันไปเอง”

 

 

 

 

นิ้วเรียวดีดเข้าที่หน้าผากคุณนิน  “โอ๊ย”

 

 

 

 

“ทำโทษที่นายตอบไม่ตรงคำถาม” คุณนินขึงตาขวางๆใส่นายแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรนายกลับ หาตัวเลือกที่ดูแล้วนายน่าจะพอใจมาแทน

 

 

 

 

“งั้นเดี๋ยวฉันกวนให้น้าสนไปส่งก็ได้เอ้า”

 

 

 

 

“ก็ยังตอบผิดอยู่ดีนะ” นิ้วชี้ของนายยังคงทำวงกับนิ้วโป้งเป็นเชิงขู่ว่าถ้าตอบไม่ดีจะโดนอีก

 

 

 

 

“อ่า..เจ็ดโมงครึ่ง”

 

 

 

 

“งั้นซักหกโมงครึ่งนายมาเรียกฉันที่ห้องนะ”

 

 

 

 

“กฤต ฉันไปเองได้จริงๆ แล้วมันก็เช้าอยู่นะ ไม่เห็นต้องรีบตื่นเลย”

 

 

 

 

“เป็นห่วงฉัน?”เลิกคิ้วถามคุณนินซะงั้น  ..อะไรกันนาย ดูไม่เกี่ยวสักหน่อย

 

 

 

 

“หมู่นี้นายดูเครียดๆนี่นา นอนดึกออกจะบ่อย ให้ตื่นมาขับรถแต่เช้าไม่ดีหรอก”

 

 

 

 

คราวนี้นายปั้นหน้าไม่ถูกเลย จะว่าคุณนินห่วงนายไหม ก็น่าจะห่วงนะเพราะคุณเขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่ไอ้ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณนินที่มีต่อคำเกี้ยวนิดๆของนายเนี่ยมันไม่ใช่สิ่งที่นายคาดหวังน่ะสิครับ ลูกหมูไม่ได้เขินอายเลย.. เหมือนไม่เข้าใจนัยยะแฝงของนายสักนิด นายถอนหายใจออกน้อยๆก่อนจะหัวเราะเบาๆกับตัวเอง เรียวปากบางคลี่ยิ้ม

 

 

 

 

.. สีหน้าของนายเต็มไปด้วยความหวังและความตั้งใจที่จะรอ ผมเห็นอย่างนั้นนะ

 

 

 

 

นายกับคุณนินต่างนั่งอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนของแต่ละคนบนโซฟาตัวเดียวกันในห้องนั่งเล่น สลับกับดูรายกายโทรทัศน์แล้วแกล้งกันเป็นบางที ปล่อยให้ผมนอนแกร่วกระดิกหางอยู่ตัวเดียวบนพรมนุ่มๆ สักห้าทุ่มจึงได้แยกย้ายกันกลับเข้าห้องของตัว

 

 

 

 

 

 

เช้าวันนี้นายที่ใช้นาฬิกาปลุกช่วยสามารถลุกขึ้นมาจัดการตัวเองจนเสร็จก่อนคุณนินจะมาเคาะห้องเสียอีก ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตแบบแฟชั่นสีน้ำเงินกับกางเกงยีนส์สีดำนั่งใส่ถุงเท้าอยู่บนเตียงในขณะที่มีเสียงดังก๊อกๆมาจากหน้าห้อง นายพยักเพยิดให้ผมเป็นคนเดินไปเปิดประตู คนตัวกลมในชุดเสื้อคอโปโลสีฟ้ากับกางเกงยีนส์ก็ปรากฎให้เห็นในสายตา นายยกยิ้มมุมปากน้อยๆ

 

 

 

 

“สีเสื้อบอกตัวตนเชียวนะ” เอ่อ.. นายฮะ จะเริ่มตั้งแต่เช้าเลยเรอะ

 

 

 

 

คุณนินนิ่วหน้าคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนทำท่าแยกเขี้ยวใส่นาย หมุนตัวเดินฉับๆลงบันไดไปเลยทิ้งให้นายหัวเราะเบาๆอยู่คนเดียว

 

 

 

 

“เดี๋ยวนิน หิวข้าวเช้าเหรอ รอกันก่อนสิ” พูดไล่หลังคุณนินไปก่อนจะลุกจากเตียง คว้ากระเป๋าตังค์ มือถือ กุญแจรถมาไว้ในมือ แล้วปิดแอร์ก่อนจะเดินตามลงไป

 

 

 

 

นายตามมาทันคุณนินตรงค่อนล่างของช่วงบันได มือใหญ่คว้าข้อมือกลมไว้ ส่งผลให้นัยน์ตาสีน้ำตาลหลังเลนส์แว่นหันมาจ้องดุๆ แทนคำถามว่า ‘มีอะไร’

 

 

 

 

“วันนี้จะเสร็จสักกี่โมง”นายเปลี่ยนไปพาดแขนกับบ่าคุณนินแทนแล้ว แถมรั้งให้เข้าใกล้กันกว่าเดิมด้วย คงจะใกล้จนเกินรับคุณนินเลยพยายามเอาแขนนายออก

 

 

 

 

“นี่บนบันไดนะ อย่าเล่น เดี๋ยวได้ตกกันไปทั้งคู่หรอก”เสียงทุ้มพูดมาดุๆ เรียกหน้ากลมๆให้งอหงิกได้ไวนัก

 

 

 

 

“ใครเริ่มเล่า .. ปล่อยได้แล้ว” มือใหญ่เปลี่ยนตำแหน่งจากที่บ่าขึ้นไปบีบแก้มอูมๆทีหนึ่งแทนการลงโทษที่ตอบไม่ตรงคำถาม

 

 

 

 

“ตกลงว่ากี่โมงนะ”

 

 

 

 

“ง่า.. สักเก้าโมงนิดๆมั้ง”

 

 

 

 

นายยิ้มรับกับคำตอบ ทำหน้านิ่งคิดสักครู่ก่อนจะบอกแผนการของตัวเองไป

 

 

 

 

 “งั้นเดี๋ยวฉันเอาคอมไปนั่งเล่นระหว่างรอนายแล้วกัน แค่สองชั่วโมงเอง”

 

 

 

 

คุณนินกับนายต่างหยิบขนมปังกันมาคนละชิ้นแล้วตรงไปที่รถ

 

 

 

 

 

 

ผมกับนายตอนนี้เรานั่งรอคุณนินอยู่ที่โถงด้านล่างของหอพักนักศึกษาชาย คุณนินประชุมงานอยู่ที่ชั้นสองครับ เห็นว่าส่วนนั้นนักศึกษาหญิงก็สามารถขึ้นไปได้ นายกับผมเราเคยมานั่งที่นี่ด้วยกันครั้งนึงในวันงานบอลระหว่างคณะ โถงนี้กว้างขวางเอาการ มีโต๊ะนั่งวางอยู่เป็นสิบๆตัว นายเลือกนั่งตรงโต๊ะตัวที่อยู่ใกล้ริมน้ำและสามารถเสียบปลั๊กไฟได้ เมื่อมองตรงไปภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือแม่น้ำสายใหญ่ที่กั้นกลาง เลยไปก็เป็นตึกสวยงามแบบโบราณของคณะนิติ

 

 

 

 

“ได้มองจากมุมนี้ก็สวยดีนะหมอก”

 

 

 

 

ใช่ครับนาย ลมเย็นอีกต่างหาก

 

 

 

 

นายยิ้มได้อยู่ครู่เดียวเท่านั้น แต่หลังจากเสียบแฮนดี้ไดรฟ์ที่ได้มาจากคุณปราชญ์แล้วเรียกข้อมูลขึ้นมาดู รอยยิ้มนั้นของนายก็หายไป แทนที่ด้วยความเอาจริงเอาจังบนหน้าหล่อๆของนาย นายยังคงดูข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ กว่าที่นายจะละตาออกจากจอคอมก็เป็นเวลาที่ลูกหมูมายืนอยู่ข้างหลังแล้ว

 

 

 

 

คุณนินเอ่ยขอโทษขอโพยนายที่การประชุมล่าช้ากว่าที่คาดไว้ทำให้นายต้องรอนาน ความจริงนายเองก็ไม่ได้ถือสาอะไรนักเพราะนายก็มัวแต่สนใจอยู่กับข้อมูลตรงหน้ามากกว่าจนลืมเวลา นายบังคับให้คุณนินพาไปทานข้าวเช้า ขู่เสียด้วยว่าต้องเลือกร้านอร่อยๆเนื่องจากนายกำลังหิว คุณนินที่ได้ยินดังนั้นก็อ้อมแอ้มตอบมาว่าคุณนินกับเพื่อนชอบข้ามฟากไปทานที่ฝั่งของนายมากกว่า แต่ก็เลือกพาผมกับนายไปนั่งทานโจ๊กเจ้าที่ขึ้นชื่อที่สุดของฝั่งนี้

 

 

 

 

หลังจากจบมื้ออาหารเช้าที่เลยเวลามามาก คุณสองคนของผมก็พากันกลับ

 

 

 

 

“นิน นายอยากแวะซื้อของอะไรมั้ย” นายถามขึ้นเมื่อเราผ่านห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง

 

 

 

 

“ไม่ล่ะ”ตอบมาพร้อมกับส่ายหน้า

 

 

 

 

“ไม่มีของที่อยากได้หรือจำเป็นต้องใช้เหรอ” นายที่ขับรถอยู่ถามไปเรื่อยๆ ไม่ทันเห็นสีหน้าเคลือบแคลงของคุณนิน

 

 

 

 

“นึกไงถึงมาทำใจดีกะฉันเนี่ย”

 

 

 

 

“อ้าว นี่คิดว่าฉันทำดีต้องหวังผลตลอดหรือไง จริงๆเล้ย ไอ้เรารึก็อุตส่าห์หวังดี แต่ถูกมองในแง่ร้ายตลอดเวลา เอาเถอะ คนไม่ใช่ยังไงก็ผิดอยู่เสมอนี่นะ” นายใครวะ ตัดพ้อซะจนน่าสงสาร(ไม่ลง)

 

 

 

 

คุณนินทำหน้าจ๋อยหน่อยๆที่มองนายไม่ดีแต่ก็แอบกลอกตาด้วยยังรำคาญนายอยู่บ้าง ตัดสินใจกลับเข้าเรื่องเดิมที่คุยกันไว้

 

 

 

 

“ฉันไม่มีอะไรที่อยากได้หรอก ช่วงที่อยู่หอก็ยังได้ออกไปเดินห้างบ้างเหมือนกัน” นายพยักหน้ารับเพราะรู้อยู่แล้วจากที่โทรศัพท์คุยกัน  คุณนินนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพูดต่อ เรียกรอยยิ้มจางๆได้จากคนขับรูปหล่อ

 

 

 

 

“อีกอย่าง.. ฉันยังสนข้อมูลที่นายเพิ่งได้มามากกว่าด้วย”

 

 

 

 

 

 

 

ทันทีที่มาถึงบ้านนายกับคุณนินก็ตรงไปที่ห้องนั่งเล่น นายจัดการเปิดไฟล์ที่ได้จากคุณปราชญ์ขึ้นมาให้คุณนินดู

 

 

 

 

“ในคนตายทั้งหมด ทุกคนมีความผิดหรือสงสัยว่าจะทำผิดในเรื่องของการข่มขืนกระทำชำเราเด็ก”

 

 

 

 

“มันไม่เห็นเกี่ยวกับสามคดีที่พ่อของนายสืบอยู่เลยนี่นา”

 

 

 

 

“.ใช่.. แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่พ่อต้องการรวบรวมไว้ไม่ผิดแน่”

 

 

 

 

คุณพ่อของนายรวบรวมมันไว้ แล้วจงใจซ่อนไว้ในกองสำนวนคดี คล้ายจะรู้อยู่แล้วว่าสักวันนายต้องมาพบ..แต่ดูคุณพ่อนายจะต้องการเผื่อเหลือเผื่อขาดมากกว่า เพราะไม่ได้เจาะจงอะไรตั้งแต่แรก  ..ราวกับจะเตรียมไว้เผื่อว่าต้องจบชีวิตลง

 

 

 

 

“กฤต ฉันสงสัยมานานแล้ว ที่ครอบครัวนายถูกปองร้ายมันมาจากคดีไหนกัน”

 

 

 

 

นายนิ่งไปกับคำถามนี้ของคุณนิน ดวงหน้าคมฉายแววลำบากใจ

 

 

 

 

“ไม่รู้เลยนิน ตำรวจยังบอกไม่ได้ ฉันเองก็ยังเดาไม่ถูก” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างคนใช้ความคิด ก่อนนัยน์ตาคมจะเบิกกว้างขึ้นราวจะนึกอะไรออก พึมพำกับตัวเอง “ถ้าหากว่า.. พวกที่ลงมือไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียวล่ะ”

 

 

 

 

“หมายความว่ายังไง”

 

 

 

 

“ฉันกำลังคิดว่า พ่อฉันเอาตัวไปยุ่งกับเรื่องอันตรายอย่างต่ำสามเรื่อง แล้วยังมีเรื่องแฟ้มนี่โผล่มาอีก ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่สี่  การที่พ่อหรือฉันจะถูกสามสี่กลุ่มนี้ปองร้ายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก .. ที่ผ่านๆมา คนทำอาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว อาจจะร่วมมือกัน หรือต่างคนต่างทำก็ได้”นายพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยเพราะคุ้นเคยกับการโดนลอบทำร้ายอยู่พอสมควร ผิดกับหน้ากลมๆที่เริ่มจะเผือดซีด

 

 

 

 

หลังจากที่นายเห็นอาการของคุณนิน ดวงตาสีนิลก็ทอประกายเจ็บปวดขึ้นวูบหนึ่ง คล้ายว่านายจะรู้สึกผิดแล้วก็เสียใจที่ทำให้คุณนินต้องมาหวาดกลัวต้องมาเสี่ยงอันตรายอยู่กับตัวเอง

 

 

 

 

“กลัวเหรอนิน”

 

 

 

 

ริมฝีปากสีชมพูเม้มเข้าหากันน้อยๆก่อนจะพยักหน้ารับ

 

 

 

 

“เป็นห่วงที่บ้านน่ะ”

 

 

 

 

นายเหยียดยิ้มก่อนจะเบนหน้าไปทางอื่น พยายามซ่อนความทรมานใจที่อาจเปิดเผยไปกับสายตาไว้

 

 

 

 

“กฤต แต่ฉันไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปนะ อย่างที่ฉันเคยบอก ถ้าย้อนเวลาไปได้ ฉันก็จะทำเหมือนเดิม”

 

 

 

 

นายไม่ยอมตอบอะไรและยังไม่ยอมหันหน้ามาสบตาคุณนินด้วย เสเลี่ยงเปิดไฟล์อื่นในคอมขึ้นมาดู

 

 

 

 

“กฤต..”

 

 

 

 

“อะไรกันนิน ฉันไม่เป็นอะไรเสียหน่อย”

 

 

 

 

“ถ้าไม่เป็นอะไรจริงก็อย่าทำหน้าแบบนี้สิ”

 

 

 

 

 “แล้วฉันทำหน้าแบบไหนกัน ฮึ”ถามมาด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นขำขัน

 

 

 

 

“ก็แบบโทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของนายไง”

 

 

 

 

คำตอบที่ทำให้นายชะงัก มือป้อมๆรั้งไหล่กว้างของนายให้หันมาหาซึ่งนายก็ยินยอมแต่โดยดี 

 

 

 

 

“.. มันไม่ใช่ความผิดของกฤต กฤตอย่าแบกมันไว้คนเดียวอีกเลยนะ”

 

 

 

 

เป็นอีกครั้งที่นัยน์ตาคมเบิกกว้าง หากแต่สิ่งที่ต่างออกไปคือประกายในนั้น  ..เริ่มแรกมันเป็นความประหลาดใจ..แต่แล้วก็กลายเป็นความเต็มตื้นระคนไปกับความห่วงหาลึกซึ้ง

 

 

 

 

“หึ.. นิน นายเองก็อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สิ ฉันปลอบลูกหมูขี้แยไม่เป็นนะ”ว่าแล้วมือใหญ่ก็วางแหมะอยู่กับกลุ่มเส้นผมนุ่มๆ

 

 

 

 

“บ้าแล้ว ใครจะร้องไห้กัน”มือกลมๆทุบไหล่นายไม่เบานัก

 

 

 

 

 

 

นายกับคุณนินไปยกสำนวนคดีจากห้องสมุดมาดูด้วยกันที่ห้องนั่งเล่นนี้ต่อหลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จ ไม่นานนักความล้ากับความง่วงก็เข้าครอบงำคุณๆทั้งสองของผม นายกับคุณนินหาวเสียคนละหลายรอบ นายชิงตัดช่องน้อยแต่พอตัวดันหัวหล่อๆของผมออกจากตำแหน่งเดิมแล้วล้มตัวลงนอนหนุนตักนิ่มๆของคุณนินแทนที่ผมซะอย่างนั้น

 

 

 

 

แน่นอนว่าลูกหมูของหมอกโวยทันที

 

 

 

 

“เฮ้! กฤต ลุกไปเลย” ไม่พูดเปล่า วางสำนวนคดีในมือกับโต๊ะหน้าตัวแล้วใช้มือสองข้างดันหัวทุยๆของนายออกจากขาแต่ดูเหมือนว่าจะไม่สำเร็จเลยแฮะ

 

 

 

 

“นิน อยู่นิ่งๆสิ ยุกยิกอย่างนี้ฉันจะนอนยังไง” น่าน นายตรู มีหน้าไปดุเขาอีกแน่ะ

 

 

 

 

“ก็ไปนอนที่ห้องนายสิ”

 

 

 

 

“จะนอนตรงนี้ กะพักสายตาแค่แป๊บเดียวเอง ขึ้นไปทำไม”นายเถียงมาอย่างดื้อดึง

 

 

 

 

“งั้นก็ลุกแป๊บนึง ฉันจะเขยิบไปนั่งตรงนู้นให้”คุณนินชี้ไปยังโซฟาเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน

 

 

 

 

“ไม่เอา ง่วงแล้ว”

 

 

 

 

“ไม่ต้องเลย เอาหัวนายออกไปเลยนะ หนักจะตาย”

 

 

 

 

“นี่ คุณนินครับ ผมเนี่ยเอาตัวรับลูกกระสุนแทนคุณเลยนะครับ แถมยังอุ้มคุณตอนคุณไม่สบายอีกแขนแทบหลุดแน่ะ แค่สละตักให้ผมนอนมันคงไม่เสียหายอะไรนักหรอกครับ”

 

 

 

 

“โห มีทวงบุญคุณด้วย”

 

 

 

 

นายไม่เถียงอะไรแต่เลือกที่จะหลับตาลง เปรยมาเสียงแผ่วแต่คนที่อยู่ชิดใกล้ก็ยังคงได้ยินชัดเจน

 

 

 

 

“.. เหนื่อยจังเลยนิน”

 

 

 

 

น้ำเสียงอ่อนล้าจากคนที่ถือโอกาสหนุนตักนิ่มหยุดอาการยุกยิกและคำบ่นงึมงำของคุณนินไว้ ภายใต้เปลือกตาบางที่ปิดสนิททำให้คุณนินไม่สามารถอ่านสิ่งใดจากนัยน์ตาคมได้อีก

 

 

 

 

คุณนินระบายลมหายใจออกน้อยๆ ใจอ่อนยอมให้นายทำตามใจ ก้มลงมองนายด้วยสายตาของความเป็นห่วง ถือโอกาสพักสายตาบ้างโดยเอนพิงกับพนักโซฟา ตะแคงหน้าหนุนหมอนอิงไปด้านนึง

 

 

 

 

เสียงลมหายใจกับทรวงอกที่ขยับเป็นจังหวะสม่ำเสมอบ่งให้รู้ว่าคนตัวกลมที่เอนพิงกับโซฟานั้นเข้าสู่นิทราแล้ว คนที่ถูกเข้าใจว่ากำลังหลับก็เปิดตาคมของตัวขึ้นมา มือใหญ่กอบกุมมือป้อมไว้แนบอยู่กับตำแหน่งของหัวใจตน

 

 

 

 

“ขอบคุณนะ..ที่ยอมอยู่ข้างๆฉัน”

 

 

 

 

TBC

 

ขอบคุณมากๆนะคะที่อดทนรอกัน

 

รักคนที่ตามอ่านจังค่ะ บางคนจำได้ว่าอ่านตั้งแต่ฟิคแฮร์รี่แล้วด้วย กะล่อนก็อืดอย่างนี้ล่ะค่ะ กะล่อนเรียนหนักจริงๆนะ 555

 

มีข่าวร้ายจะแจ้งงงง!!!!

ช่วงสัปดาห์นี้ ต้องเตรียมสอบวัดระดับ แบบจริงจังมาก

 

ตามด้วย พอขึ้นปีการศึกษาหน้าของกะล่อน นั่นคือ วันอาทิตย์หน้า กะล่อนมี เรียน/ปฏิบัติงาน(ในหลักสูตรแบบไม่ได้ตังซักบาท)  “ทุกวัน”

 

 

สี่เดือนนับจากนี้คือเดือนหฤโหด ช่วงรอยต่อระหว่างเปลี่ยนถ่ายวิชาเรียนอาจแวบมาต่อได้บ้าง ไม่แน่ไม่นอน

 

และกะล่อนอาจจะไม่ได้นอนด้วย 555

 

ปีนี้ คือ ปีสุดท้ายกับชีวิตการเรียนแล้ว เรียนมานานเหลือเกิน ปีนี้หนักที่สุด อาจจะมาต่อช้าไปมาก ต้องขอโทษจริงๆ เอาเป็นว่า ถ้าอัพแล้ว จะแจ้งลงเฟซบุ๊คของกะล่อนนะคะ  kalondong myfoggylikes ค่ะ

 

 

ตอนนี้ เรื่องนี้ ตากฤต หนูนิน และเจ้าหมอก เป็นยังไงกันบ้าง บอกกะล่อนด้วยนะคะ

 

รักคนอ่านค่า

FIC HP/DM Real of Little Dragon Special : Just .. Valentine

posted on 26 Feb 2012 14:36 by kalondong  in ficharry  directory Fiction

Real of Little Dragon

 

 

Special : Just .. valentine

 

By กะล่อนดง

 

Category: General / Romance

Summary :  ก็แค่.. วันวาเลนไทน์

DISCLAIMER: ตัวละครทุกตัวเป็นของป้าเจเค เราแค่ยืมมาใช้เท่านั้นจ้า
Author notes: ไม่ต้องแปลกใจถ้าตอนพิเศษนี้จะออกมาเป็นแบบนี้ คือ คนแต่งมันอยู่เวรวันวาเลนไทน์อะค่ะ แถมช่วงนั้นก็งานเข้า เสร็จงานก็สอบอีก เพราะงั้น นอกจากจะปั่นไม่ทันเทศกาลแล้ว ไอ้รี่ก็โดนด้วย 555+

ไปอ่านกันเลยค่า

 

Just .. valentine

 

 

ทางเดินริมสองฝั่งของถนนเส้นยาวคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินจับจูงกันมาเป็นคู่ๆท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมา ความหนาวเหน็บของอากาศดูจะถูกขับไล่ให้หายวับไปกับความอบอุ่นจากภายในด้วยสองมือกระชับกันของคนที่เดินเคียงข้าง รอยยิ้มสดใสเจือด้วยประกายรักใคร่ที่ต่างฝ่ายต่างส่งให้แก่กันบ่งบอกได้ถึงความสุขจากก้นบึ้งของจิตใจ

 

 

 

 

ก็ไม่แปลกนักหรอก วันนี้.. วันแห่งความรัก นี่นะ

 

 

 

 

คนที่ต้องเดินอยู่เพียงลำพังคิดในใจพลางกระชับเสื้อโค้ทสีน้ำตาลอ่อนเข้าหาตัว เรียวปากสีชมพูยิ้มออกมาน้อยๆ จังหวะการก้าวเท้าหยุดลงเมื่อเจ้าตัวเห็นว่ามาถึงจุดหมายที่ต้องการ มือสีงาช้างใต้ถุงมือหนังสีเข้มผลักบานประตูเข้าไปด้านใน ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างภายในตัวซูเปอร์มาร์เก็ตกับทางเดินด้านนอกทำให้ร่างเล็กต้องถอดเสื้อโค้ทที่ใส่มาถือไว้แทน

 

 

 

 

ร่างเพรียวเดินไปเข็นรถเข็นที่ทางร้านได้จัดเตรียมไว้มาใช้ นิ่วหน้านึกถึงของแต่ละอย่างที่ต้องซื้อเพิ่มเติม น้ำสตรอเบอร์รี่ของตัวเขา น้ำกีวี่ของหัวหน้ามือปราบมาร เนื้อสันดีๆสักสองชิ้นสำหรับทำสเต็ก น้ำผึ้ง แล้วก็ผักสด

 

 

 

 

ภาพชายหนุ่มวัยใกล้สามสิบหากใบหน้ายังดูเยาว์วัยเสียเหมือนเพิ่งจะเข้าเบญจเพส เจ้าของดวงหน้าหวานคมที่ล้อมกรอบด้วยผมสีบลอนด์สว่างยาวระต้นคอกำลังพลิกดูแพ็กเนื้อสันไปมาช่างขัดสายตาคนที่เห็นจนอดจะจ้องมองไม่ได้ ดวงตาของหญิงสาวหลายคู่ลอบมองด้วยความสนใจ แน่นอนว่าทุกการกระทำรอบๆตัวไม่ได้รอดพ้นจากการรับรู้ของอดีตสายลับมือดีหรอก เขาเพียงแค่ยกยิ้มกับตัวเองเท่านั้น

 

 

 

 

นึกดีใจอยู่ที่เลือกจะมาซื้อของสำหรับมื้อค่ำที่ซูเปอร์มาร์เก็ตของมักเกิ้ลแทนที่จะเป็นร้านสักร้านในโลกเวทย์มนตร์ เพราะที่นี่ไม่มีใครรู้จักเขา ถึงจะมีคนมองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่จุดสนใจโดดเด่น  ผิดกับที่โน่นที่เขาเป็นคนดังและได้รับความสนใจไม่น้อย เหตุผลแรกคือเขาเป็นทายาทสายตรงของตระกูลทรงอิทธิพลที่เต็มไปด้วยข่าวลือหนาหู ..และเหตุผลที่สอง ที่ดูจะเป็นประเด็นน่าสนใจกว่าเหตุผลแรกเสียอีก

 

 

 

 

จะมีอะไรนอกจากการเป็นคนรักของวีรบุรุษแห่งโลกเวทย์มนตร์ล่ะ

 

 

 

 

ใช่ว่าไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นที่น่าหมั่นไส้สำหรับผู้หญิงทุกวัยเสียขนาดไหน .. แต่ก็มีไม่น้อยหรอกนะที่สนับสนุนคู่ของเขาเหลือเกิน

 

 

 

 

บางทีเพศหญิงก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากจริงๆ

 

 

 

 

 

ชายหนุ่มเข็นรถเข็นไปยังโซนที่ขายพวกน้ำผึ้ง แถบนี้จะเป็นของหวานเสียเยอะ ไม่ไกลนักจากที่เขายืนอยู่แทบจะเป็นภูเขาช็อคโกแลตเสียแล้ว หลากกล่องหลายยี่ห้อวางเรียงจัดแต่งอย่างสวยงาม ดึงดูดสายตาของบรรดาลูกค้าได้เป็นอย่างดี หนุ่มสาวหลายคู่เดินกะหนุงกะหนิงมาช่วยกันเลือกหยิบ

 

 

 

 

เจ้าของนัยน์ตาสีเงินเพียงแค่บิดเรียวปากบางขึ้นโค้งน้อยๆ ความหวานแบบนี้คงไม่ใช่สำหรับคู่เขาหรอก ตั้งแต่ตัดสินใจคบกันทั้งเขาและอีกคนต่างก็เต็มไปด้วยภาระและหน้าที่ พอสงครามจบแล้วเขาก็ต้องช่วยพ่อฟื้นฟูธุรกิจและกอบกู้สถานะทางสังคมของครอบครัวคืนมา แฮร์รี่เองก็ง่วนอยู่กับการฝึกของมือปราบมาร

 

 

 

 

ระหว่างที่คบกัน ใช่ว่าพ่อกับแม่ของเขาจะไม่รู้ ทั้งคู่ต่างรู้ดี  .. แม่พร้อมเสมอที่จะสนับสนุนในความสุขของเขา เอ็นดูเจ้าแว่นเสียออกหน้าออกตา ส่วนพ่อเองก็อยากให้เขามีความสุข แต่คงจะต้องการกำราบแฟนของเขาอยู่สักหน่อย เลยมักจะวางท่าดุๆให้ ทั้งที่เจ้าตัวนั่นแหละที่เปิดโอกาสให้เขาได้มีเวลาว่างไปดูแฮร์รี่เวลารับจ๊อบแข่งควิดดิชให้กับทีมชาติอังกฤษ พูดง่ายๆก็ไล่ให้ไปนั่งเฝ้านั่นแหละ กลัวแทนว่าสาวๆจะมาฉกแฮร์รี่ไปจากเขาหรือไงกัน

 

 

 

 

ดีอยู่อย่างที่การต้องห่างกันบ้างไม่ใช่ปัญหาสำหรับคู่ของเขา อาจเป็นเพราะต้องเจ็บปวดกันมานานกว่าจะเดินมาถึงวันที่ได้เปิดใจ พวกเขาถึงพยายามประคับประคองความรักนี้ไว้ด้วยความเข้าใจ เปลี่ยนวันและเวลาที่ห่างกันให้เป็นที่ว่างพอให้ได้คิดถึง  จนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้วนั่นแหละจึงได้มานั่งคุยกันถึงเรื่องอนาคต

 

 

 

 

.

.

 

“แต่งงานกันเสียที ดีไหมเดรโก”

 

 

 

 

ถ้อยคำทื่อๆถูกเอ่ยออกมาทั้งที่หัวยุ่งๆยังคงวางอยู่บนตักของคนที่ถูกเรียก เล่นเอาเดรโกแทบไปไม่เป็น หน้าขาวๆขึ้นสีเรื่อได้ไวนัก ความร้อนผะผ่าวแล่นริ้วไปทั่วผิวแก้มเนียน เขินก็เขิน งงก็งง นึกอย่างไรถึงมาถามเอาตอนที่นั่งเล่นกันในสวนข้างบ้านเขาเนี่ยนะ

 

 

 

 

ก็รู้มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าตาบ้านี่โรแมนติกกับใครเสียที่ไหน ครั้งนั้นที่สารภาพรักริมทะเลสาบนั่นก็เพราะที่นั่นเขาเคยมาร้องไห้ ..ยอมเปิดใจให้แฮร์รี่ ไม่เช่นนั้นพ่อมดหน้าบากนี่คงได้บอกรักเขาในห้องพักหัวหน้านักเรียนชายนั่นแหละ

 

 

 

 

อีกอย่าง.. ผู้ชายกับผู้ชายแต่งงานกัน ต่อให้นี่จะเป็นโลกเวทย์มนตร์ก็เถอะ มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ

 

 

 

 

“พะ..พูดอะไรของนาย”

 

 

 

 

“อนาคตของเราสองคนไง” นัยน์ตาเขียวๆที่มักแวววาวด้วยประกายเจ้าเล่ห์บัดนี้มีเพียงความรักและความอ่อนโยนส่งผ่านมาที่เขา ..ละมุนละไมนัก ชวนให้คนมองตอบอุ่นอยู่ในอก

 

 

 

 

“แต่.. แต่งงาน นั่นมัน.. ฉันว่า..” ทว่าก็ขวยใจเสียจนนึกหาถ้อยคำมาอธิบายสิ่งที่คิดไม่ถูก

 

 

 

 

เสียงทุ้มหัวเราะหึหึในลำคอ รู้ดีอยู่หรอกว่าเดรโกกังวลอะไรอยู่ภายใน พวกเขาผ่านอะไรด้วยกันมามาก ..กับแค่สายตาของคนรอบข้าง แฮร์รี่ไม่คิดจะปล่อยให้มันมาทำลายความสุขที่มีในตอนนี้ ชีวิตของเขาจะต้องมีเดรโกอยู่เคียงข้าง ด้วยสถานภาพของเขาในปัจจุบัน แฮร์รี่มั่นใจว่าเขามีศักยภาพมากพอที่จะดูแลและปกป้องเดรโกได้

 

 

 

 

มือใหญ่คว้ามือนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายขึ้นมากุมไว้ก่อนที่จะบรรจงจูบลงไปอย่างทะนุถนอม

 

 

 

 

“ฉันรักนาย.. ให้ฉันได้ดูแลนายนะเดรโก”

 

 

 

 

อย่าพูดประโยคเดิมนี้ด้วยสีหน้านี้ แววตานี้ น้ำเสียงนี้ จะได้ไหม .. เพราะไม่อย่างนั้น .. เขาก็หมดสิทธิปฏิเสธน่ะสิ

 

 

 

 

เหมือนว่าสายตาของเขาจะพร่ามัวขึ้นมาอีกครั้ง ขอบตาอุ่นเอ่อด้วยหยาดน้ำใสที่พร้อมจะไหลกลิ้งลงมาทุกเมื่อ ทำได้แค่พยักหน้ารับแล้วปล่อยให้นิ้วเรียวของอีกฝ่ายเกลี่ยน้ำตาออกให้ แต่คงเพราะมันไม่ยอมหยุดเอาง่ายๆจากนิ้วจึงเปลี่ยนผ้าเช็ดหน้า จนสุดท้ายก็กลายเป็นริมฝีปากอุ่นๆที่แนบประทับ

 

 

 

 

แฮร์รี่ที่ยันตัวขึ้นนั่งแล้วประคองใบหน้าเขาให้เงยขึ้นเพื่อรับจุมพิต ไม่เร่งเร้า ไม่ดุดัน ..หากแตะต้องอย่างนุ่มนวลราวของล้ำค่า ต่อให้แฮร์รี่ไม่พูด ..แค่จูบนี้จูบเดียวก็บอกให้เขาได้รับรู้พอแล้วล่ะว่าตนเองเป็นที่รักเพียงใด

 

 

 

 

“เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่แต่งไม่ได้หรือ”เดรโกแกล้งลองหยั่งเชิงถามคนที่โอบกอดเขาไว้

 

 

 

 

“ฉันไม่มั่นใจว่าจะทนไหวนะเดรโก ..อยากรีบๆแต่ง”ตอบพลางกดจมูกลงสูดกลิ่นหอมจากกลุ่มเส้นผมนุ่มๆ  

 

 

 

 

น้ำคำที่ทำให้คนถูกกอดสะดุ้งวาบ ..ก็รู้อยู่หรอกว่าแฮร์รี่ถนอมเขาขนาดไหน .. เป็นคนรักกันมาจะหกปีแล้ว ไปได้ไกลสุดอย่างมากก็แค่จูบ .. ใบหน้าขาวๆบัดนี้แดงลามไปถึงหูจนแฮร์รี่อดไม่ได้ที่จะแกล้งเม้มใบหูเล็กๆนั่น

 

 

 

 

“เห็นเฮอร์ไมโอนี่กับรอนแล้วอยากแต่งงานบ้าง อยู่ที่บ้านเดียวกันตลอดเวลา คู่นั้นแต่งจนลูกหนึ่งแล้วนะ นายไม่เป็นเหมือนฉันเหรอ”

 

 

 

 

เดรโกลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ไม่ได้รอดหูรอดตาของพ่อมดจอมเจ้าเล่ห์ เสียงทุ้มกระซิบเย้าให้อีกฝ่ายได้เขินหนักกว่าเดิม

 

 

 

 

“เมื่อกี๊ .. คิดทะลึ่งอยู่ใช่ไหมครับ”

 

 

 

 

“ไอ้แว่นบ้า!!” หันหน้ากลับมาทุบไหล่อีกฝ่ายดังอึ้ก แน่นอนว่าแฮร์รี่ไม่มีทางยอมเสียเปรียบ แขนแข็งแรงจัดการล็อกตัวไม่ให้เดรโกดิ้นหนีไปไหน ก้มลงพรมจูบไปทั่วผิวหน้าเนียน ก่อนจะผละออกแล้วสบตากับเขาด้วยแววจริงจัง มือใหญ่ล้วงหยิบกล่องกำมะหยี่สีแดงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ในนั้นใส่สิ่งที่เดรโกรู้ดีว่ามันคืออะไร

 

 

 

 

“แต่งงานกับฉันนะ”

 

 

 

 

แหวนเงินเกลี้ยงแต่ด้านในสลักชื่อของเขาทั้งคู่ไว้ถูกสวมลงที่นิ้วนางข้างซ้าย ริมฝีปากอุ่นๆของวีรบุรุษแห่งโลกเวทย์มนตร์แนบลงกับแหวน

 

 

 

 

ครั้งนี้เดรโกไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องอื่นๆอีกด้วยแน่ใจว่าแฮร์รี่จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

 

 

 

เขาสองคน ..จะออกเดินไปด้วยกันอีกครั้ง

 

 

 

 

ไม่ว่าทางข้างหน้าจะลำบากแค่ไหน .. ก็จะไปด้วยกัน

 

 

 

 

 

 

 

ร่างเล็กจัดการหอบข้าวของที่พะรุงพะรังขึ้นอุ้มในอ้อมแขน ความคิดขณะนี้หยุดอยู่แค่ว่าแฮร์รี่จะกลับมาได้กี่โมง วันนี้หัวหน้ามือปราบมารมีงานใหญ่ต้องทำอีกแล้ว การก่อการร้ายเพื่อสร้างสถานการณ์ดิสเครดิตกระทรวงฯเวทย์มนตร์ยังไม่จบลงง่ายๆ

 

 

 

 

ครั้งนี้อาจจะต้องมีการปะทะด้วย ยิ่งนึกก็ยิ่งหวั่นใจ เขาเชื่อว่าแฮร์รี่เก่งมากพอที่จะเอาชนะได้ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเป็นใคร .. แต่สี่เท้ายังรู้พลาด อะไรจะเกิดกับแฮร์รี่ก็สุดที่เขาจะรู้ คงทำได้แค่รอและส่งกำลังใจให้อีกฝ่ายกลับมาอย่างปลอดภัยเท่านั้น

 

 

 

 

ถามว่าเหงาไหมที่ต้องมามองเห็นบรรดาคู่รักหัวร่อต่อกระซิกกันโดยที่ข้างกายไม่มีใคร .. ก็คงมีบ้าง

 

 

 

 

แต่จะให้ไปเรียกร้องเรื่องนี้... ฝันไปเถอะ!!! เขาไม่มีวันทำเด็ดขาด ไม่อยากให้คุณสามีหน้าบากใส่แว่นหัวยุ่งๆที่ชอบยิ้มกว้างๆจนคนมองต้องใจหวิวได้ใจไปมากกว่านี้

 

 

 

 

คิ้วสีจางขมวดมุ่นเข้าหากันเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เขายอมเอาใจอีกฝ่ายในวันเกิดปีที่ผ่านมาด้วยการเดินเข้าไปกอดแล้วบอกรักก่อน แม้จะเอาหน้าของตัวลงไปซุกกับอกกว้างๆนั่นแล้วเสียงที่ออกมาคงน่าจะอู้อี้เสียจนฟังไม่รู้เรื่อง แต่กับคนเจ้าเล่ห์ที่อยู่ด้วยกันมาเจ็ดปีก็ยังรู้ได้อยู่ดี

 

 

 

 

วันนั้นนัยน์ตาสีเดียวกับต้นหญ้าในฤดูร้อนที่แสนอบอุ่นนั่นไหวระริกด้วยความดีใจอย่างไม่อาจปิดบัง พลอยให้คนที่เห็นยินดีไปด้วยที่อย่างน้อยๆการกระทำเล็กน้อยของเขาก็ทำให้คนตัวโตกว่ามีความสุขขนาดนั้นได้    

 

 

 

 

แต่เขาไม่ได้เตรียมใจรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นนี่นา ตาแว่นบ้าที่น่าจะเหนื่อยอ่อนกับการทำงานกลับอุ้มเขาตัวลอยไปวางแหมะอยู่บนเตียง มื้อค่ำที่ตั้งใจทำอาหารกินด้วยกันตั้งแต่ทุ่มกว่าๆก็กลายเป็นสี่ทุ่ม แถมเช้าวันนั้นเขายังลุกไปทำงานไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

 

 

เดรโกใช้เวทย์มนตร์ปลดล็อกแล้วไขกุญแจก่อนที่จะผลัดบานประตูเข้าไปยังบ้านของเขากับแฮร์รี่ เอาเสื้อโค้ทวางแขวนไว้ แล้วเอาน้ำผลไม้ที่ซื้อมาไปแช่ตู้เย็น นัยน์ตาสีเงินมองไปที่นาฬิกาแขวนผนัง ทุ่มกว่าแล้ว ชายหนุ่มเลือกที่จะหยิบเนื้อสันมาทำเตรียมไว้เลย ใครจะไปนึกว่าคนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างคุณชายเช่นเขาวันนึงจะต้องเข้าครัว ทำหน้าที่พ่อบ้านให้คนอื่น

 

 

 

 

แต่ .. พอได้เห็นสีหน้าดีใจกับท่าทางเอร็ดอร่อยของคนที่กลับบ้านมาเหนื่อยๆก็ทำให้เดรโกรู้สึกดีที่ได้ทำ

 

 

 

 

อาจจะต้องขอบคุณแม่ของเขาล่ะมั้งที่สอนวิธีทำอาหารให้ก่อนแต่งงาน

 

 

 

                                                                                                         

กว่าจะเตรียมมือค่ำเสร็จก็สองทุ่มครึ่งแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าคนติดงานจะกลับมาบ้าน เดรโกระบายลมหายใจออกเฮือกใหญ่ เป็นอย่างนี้ทุกทีสิน่า ไม่ได้นึกน้อยใจหรอก ก็แค่เป็นห่วงเท่านั้นแหละ .. แค่แฮร์รี่กลับมาอย่างปลอดภัย จะเวลาไหน เขาก็ไม่เกี่ยงทั้งนั้น มือเรียวจัดการยกสเต็กที่เพิ่งทำแต่แยกน้ำราดไว้เก็บด้วยกลัวว่าถ้าทิ้งไว้ให้เนื้อโดนลมนานๆแล้วมันจะแห้งไปเสียก่อน

 

 

 

 

เปิดตู้เย็นเทนมสดใส่แก้วทรงสูงไว้จนเต็ม เอามานั่งดื่มที่หน้าโทรทัศน์ นั่งหัวเราะกับรายการแปลกๆที่มักเกิ้ลคิดทำกัน

 

 

 

 

ไม่มั่นใจว่านั่งดูเพลินจนเวลาผ่านไปนานแค่ไหน มารู้ตัวเอาอีกทีก็ตอนที่หูแว่วเสียงก๊อกแก๊กจากทางประตู เรียวปากสีชมพูคลี่ยิ้มสดใส เดินตรงไปที่ครัวเพื่อจัดเตรียมมื้อค่ำ ระหว่างกำลังยกจานไปอุ่นก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นคุ้นเคยจากด้านหลังที่แนบประชิด

 

 

 

 

“กลับมาแล้วนะ”

 

 

 

 

“อือ ไม่เอาแผลกลับบ้านมาด้วยใช่มั้ย”

 

 

 

 

“ไม่มีหรอก ระดับนี้แล้ว”น้ำเสียงอวดดีทำให้เดรโกอดไม่ได้ที่จะถองศอกใส่แผ่นอกกว้างด้านหลังไม่แรงนัก เอาแค่พอให้ได้รู้สึก

 

 

 

 

“ให้มันเป็นอย่างนี้ตลอดแล้วกัน”

 

 

 

 

“จะพยายามครับ”

 

 

 

 

คำตอบกลับแบบในวันวานทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะแปลกๆทุกครั้ง หรือว่าบางทีสามีเขาคงไม่ได้โรแมนติกไม่เป็น เพียงแต่เลือกที่จะแสดงออกได้ไม่ซ้ำใครเสียมากกว่า

 

 

 

 

“..เหนื่อยจัง” อ้อนคนในอ้อมกอดพลางวางหัวยุ่งๆลงกับลาดไหล่เล็ก กระชับวงแขนที่รั้งเอวอีกฝ่ายให้แนบสนิทขึ้นอีก

 

 

 

 

“ไปอาบน้ำสิ แล้วจะได้มาทานข้าวกัน”

 

 

 

 

“เดรโกก็ยังไม่ได้ทานเหรอ”

 

 

 

 

“อืม”

 

 

 

 

“รอฉัน?”

 

 

 

 

“ขี้เกียจล้างหลายที”

 

 

 

 

จบคำคนฟังก็หลุดหัวเราะชอบใจ หมุนตัวให้อีกฝ่ายหันหน้ามาหากัน ก้มลงฟัดแก้มนุ่มแรงๆจนผิวเนื้อนวลเริ่มขึ้นสีเรื่อ จุ๊บเบาๆที่ริมฝีปากสีชมพูเข้ม

 

 

 

 

“ชิมแล้วฉันว่าทั้งนุ่มทั้งหวาน แต่ทำไมถึงได้ปากแข็งอย่างนี้นะเดรโก”

 

 

 

 

“ไม่ต้องมาพูดดี ไปอาบน้ำเร็วๆเลย เหม็นเหงื่อจะแย่” คนผลักไสกลับต้องก้มหน้างุดเสียเองเมื่อต้องการซ่อนความกระดากไว้ มุขจีบของแฮร์รี่น่ะไม่เคยได้เรื่องมาตั้งแต่เรียนแล้ว แต่ทำไมเขาต้องใจเต้นไปทุกครั้งสิน่า ขยันเขินให้ตัวเองได้อายเสียจริง ทั้งที่ควรจะชินได้แล้ว

 

 

 

 

มื้ออาหารค่ำในวันแห่งความรักของวีรบุรุษแห่งโลกเวทย์มนตร์กับทายาทของตระกูลทรงอิทธิพลที่ใครต่อใครต่างคาดเดากันไว้เสียสวยหรูมีเพียงสเต็กเนื้อสันอบน้ำผึ้งทำเองของชายหนุ่มผมบลอนด์เสิร์ฟพร้อมกับน้ำผลไม้คนละรส ไม่มีเทียนจุดสวยๆ ไฟที่ใช้ยังคงเป็นไฟบ้านของมักเกิ้ลที่สว่างโร่ บทสนทนาก็เป็นเรื่องงานของเขาทั้งคู่ เรื่องที่เกิดในวันนี้ และเรื่องของคนรอบข้าง

 

 

 

 

อาทิเช่น ลูเซียสพานาร์ซิสซาไปสวีทกันสองต่อสองที่อเมริกา แฮร์รี่นึกอิจฉาพ่อตานัก เขาก็อยากมีเวลาว่างพาเดรโกไปเที่ยวพักผ่อนเหมือนกัน รอนบ่นคิดถึงภรรยาที่บ้านทุกสิบนาทีระหว่างทำงานด้วยกันจนแฮร์รี่นึกอยากจะบ่นแข่ง แต่ก็กลัวเสียมาดหัวหน้าทีมอีกทั้งคงโดนเดรโกดุใส่แน่ๆถ้ารู้เรื่อง  ปิดท้ายด้วยแพนซี่ที่พยายามวางแผนเซอร์ไพรส์เบลสแต่ก็เหลวไม่เป็นท่าเนื่องจากไม่สามารถปกปิดความจริงจากตาที่คอยรู้ทันไปทุกเรื่องของเบลส ถึงเป็นอย่างนั้นก็เถอะ แฮร์รี่มั่นใจว่าหน้านิ่งๆของเพื่อนสนิทภรรยาต้องซ่อนไว้ด้วยรอยยิ้มกว้างๆแน่

 

 

 

 

ชายหนุ่มทั้งสองคนหัวเราะและยิ้มให้กันกับทุกเรื่องที่ได้พูดคุย นั่งพักจนอาหารเริ่มย่อยเดรโกก็เป็นฝ่ายไล่ให้แฮร์รี่ไปพักผ่อนแล้วตัวเองจะได้เอาจานชามไปเก็บล้าง แฮร์รี่ขยับตัวจะลุกตามไปช่วยอย่างเคยแต่คำพูดด้วยเสียงเรียบๆจากดวงหน้าขาวก็หยุดเขาไว้

 

 

 

 

“มีแรงจะถือจานรึไง เดี๋ยวก็ได้ตกแตกหมดหรอก”

 

 

 

 

เรียวปากบางยกยิ้มน้อยๆ มองไล่แผ่นหลังบางที่เขารู้ว่ามันช่างเข้มแข็งด้วยประกายตาอ่อนโยน .. รู้อีกว่าวันนี้เขาเหนื่อยมาก ยอมไม่เป็นสุภาพบุรุษสักหนึ่งวันเพื่อทำตัวเป็นเด็กดีในสายตาภรรยาคงจะไม่เป็นไรหรอกมั้ง

 

 

 

 

แฮร์รี่เข้ามารออีกฝ่ายในห้องนอนได้ไม่นานเดรโกก็ตามเข้ามา คนตัวเล็กกว่าซุกตัวเข้าในผ้าห่มนุ่มผืนเดียวกัน กระถดตัวเข้าหาเขาอย่างที่ทำทุกคืน ซุกหน้าลงกับหน้าอกเขาต่างหมอน ทันทีที่ถูกเขารวบตัวไว้ในอ้อมกอดเปลือกตาบางใสของเดรโกก็ปิดลงโดยอัตโนมัติ จมูกโด่งก้มลงสูดกลิ่นกายอ่อนๆจากซอกคอขาว

 

 

 

 

นานเกือบเดือนที่งานอันหนักหน่วงทำให้เขาไม่ได้ ‘กอด’ เดรโก วันนี้ที่งานทุกอย่างลุล่วงไปได้ด้วยดี ความสบายใจกับความห่างเหินก็ทำให้ใจปรารถนาสิ่งที่มากกว่าการนอนกอดร่างเล็กๆนี่เสียแล้ว

 

 

 

 

ไวเท่าความคิด แฮร์รี่พลิกตัวเดรโกให้ลงไปอยู่ใต้ร่างเขา ทำเอาคนที่เริ่มจะเคลิ้มหลับลืมตาขึ้นมามองด้วยแววหาเรื่อง พ่อมดหน้าบากเลยได้แต่ยิ้มประจบ ก้มลงจูบพรมไปทั่วผิวหน้าเนียน ปิดท้ายที่ริมฝีปากเต็มตึง ขบเม้มเบาๆก่อนจะล่วงล้ำเข้าไปลิ้มชิมความหอมหวาน มือใหญ่เริ่มปัดป่ายไปทั่ว ยอมผละออกเมื่อรู้สึกได้ว่าคนที่เขากำลังจูบเอาๆหายใจขัด

 

 

 

 

 

นวลแก้มของเดรโกกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ ยามเมื่อได้สบกับนัยน์ตาสีมรกตที่วาววับด้วยความเจ้าเล่ห์และประกายที่ทำให้หัวใจหวามไหว .. ไหนว่าบ่นเหนื่อยแต่ทำไมยัง...

 

 

 

 

“ฮะ..แฮร์รี่”

 

 

 

 

“..ครับ”

 

 

 

 

รับคำพลางฝังหน้าลงกับซอกคอขาวเนียนกลิ่นกรุ่น ประทับรอยจุมพิตแสดงความเป็นเจ้าของไปทั่วก่อนจะไล่ต่ำลงมายังแผ่นอกเรียบตึง

 

 

 

 

“ฉันรักเดรโกนะ”ความมั่นคงกระจ่างชัดในน้ำเสียงทุ้ม แววตารักใคร่ถูกส่งมาให้คนที่อยู่เบื้องล่างอย่างไม่ปิดบัง

 

 

 

 

หัวใจของคนที่มองเห็นเต็มตื้น .. ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สายตาที่มองมานี้ก็ไม่เคยจะเปลี่ยนไป

 

 

 

 

มือเล็กรั้งคอให้อีกฝ่ายก้มหน้าลงมาพร้อมๆกับที่ชะโงกตัวขึ้นไปจูบเบาๆ กระซิบชิดริมฝีปากบาง

 

 

 

 

“.. รัก.. เหมือนกัน”

 

 

 

 

จบคำหวานร่างเพรียวก็ถูกดันให้แนบลงกับที่นอนนุ่มอย่างเดิม

 

 

 

 

ทั้งคู่ต่างถ่ายทอดความรักให้กันและกันผ่านทางร่างกายที่แนบสนิท ไม่เร่าร้อน ไม่ดุดัน หากแต่อ่อนโยน .. ทะนุถนอม ราวบทเพลงที่แว่วหวาน .. ละมุนละไม

 

 

 

.

.

.

 

 

 

“แค่.. กลับมาอย่างปลอดภัย .. เท่านี้ก็พอ” 

 

 

 

“แค่กลับบ้านมาแล้วได้เห็นหน้า .. ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” 

 

 

 

The End

 

รู้สึกว่าขัดๆนิดหน่อย หวานเกิน .. เอิ๊กกกก

 

เพิ่งนึกได้ว่าไม่ได้แต่งเรื่องนี้ต่อ นานมากกกกกกกกก มือไม้มันขัดๆแฮะ ต้องสร้างฟีลลิ่งให้ตัวเองด้วยการอ่านเรื่องเดิมที่เคยเขียนไว้แป๊บนึง

 

สำหรับตอนนี้ .. อยากให้วาเลนไทน์ของคู่นี้เขาต่างออกไป แล้วตัดจบ ฮี่ๆ

 

รู้สึกว่าฉากหวานๆของสองคนนี้เขียนยากอยู่ ต้องแบบ ไม่ให้เลี่ยน(หรือเลี่ยนไปแล้วหว่า) แต่ก็นะ แต่งงานกันแล้ว จะห้วนๆไปเลยก็ใช่ที่ ก็เลยออกมาแบบกึ่งๆประมาณนี้แล้วกัน

 

คิดเห็นยังไงก็บอกกันด้วยนะคะ

 

รักคนอ่านค่า