[Short Novel]เหตุเกิด..เพราะอยากเที่ยว บทส่งท้าย
posted on 22 Jan 2012 00:28 by kalondong in Drunk กะล่อนอัพบทที่หกพร้อมกับบทส่งท้าย
อย่าลืมอ่านบทที่ 6ก่อนนะคะ
บทส่งท้าย
เมื่อธรรศจากไป ..ชีวิตของปวีณกลับมาเป็นปกติสุขอีกครั้ง
.
.
.
งั้นเหรอ?!!???
ตั้งแต่เช้าวันจันทร์วันแรกที่เจอหน้าปวีณก็โดนเพื่อนในก๊วนลากไปรุมถามว่าหายไปไหนมา ก็ได้แต่ตอบไปตามที่ธรรศบอกกับแม่เขา ถูกไอ้พวกตัวดีโบกเข้าให้ที่ศีรษะเสียหลายรอบ โทษฐานที่ทำให้เป็นห่วง ยังดีอยู่ที่ช่วงนี้อากาศเย็นๆเลยถือโอกาสเอาเสื้อกันหนาวแบบสวมมาใส่แล้วคลุมด้วยเสื้อกาวน์ทับอีกที ร่องรอยที่อยู่สูงกว่านั้นก็ใช้พลาสเตอร์แปะเอา
นึกขอบคุณไวน์ที่ตาไว หลุดปากทักมาว่าเขาไปโดนอะไรกัดมาคอจึงแดงๆ ตอนนั้นปวีณแก้ตัวไปว่าโดนยุงกัด เลยได้กลับมาสำรวจตัวเอง กัดฟันกรอดเมื่อเห็นรอยยุงหื่นกามอยู่ทั่วตัว ตั้งแต่คอ หลัง หน้าอก ท้อง สะโพก ลามไปจนถึงต้นขาด้านใน
ยุงชั่วๆพรรค์นี้มันน่าฆ่าให้ตายนัก!!!
โชคดีของปวีณที่ช่วงนี้ยังคงอยู่วอร์ดจิตเวชที่ไม่ได้หนักหนานัก ร่างกายที่ยังคงอ่อนล้าจากการร่วมรักจึงไม่ได้สร้างความลำบากให้กับปวีณไปมากกว่าการวิ่งที่ทำได้ไม่ถนัด วันทั้งวันผ่านไปอย่างไม่ยากเย็น เว้นก็แต่สายตาจากเพื่อนๆที่บางทีก็มองเขาแปลกๆ
หลังจากจบคาบเรียนสุดท้ายก็บ่ายสามโมงพอดี เขากับเพื่อนเลยมานั่งเล่นกันตรงม้านั่งใต้หอพักชายที่อยู่ในตัวคณะ รับเอาสายลมเย็นๆจากทางฝั่งแม่น้ำสายใหญ่
“ไอ้วิน”
“หือ” เด็กหนุ่มขานรับเสียงเพื่อนในลำคอทั้งที่ตายังไม่ละไปจากสมุดคู่มือของภาควิชาที่เพิ่งได้รับแจกมาเมื่อเช้า
“เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาแกไปทำอะไรรึเปล่าวะ”
คำถามที่ทำเอาปวีณสะดุ้งวาบในใจแต่ยังเก็บอาการไม่ให้แสดงพิรุธอะไรออกไป
“เปล่านี่ น้ำทิพย์ วันศุกร์ก็แค่ไปผับกับพวกเทพมันเฉยๆ ฉลองที่ลงจากออร์โธได้ไง” ใช่.. ตั้งใจจะไปฉลองที่สอบเสร็จแท้ๆ กลับโดนลากไปทำ.. ฮึ่ย! มาเรียนวันแรกกับวอร์ดใหม่ยังรู้สึกเพลียๆอยู่เลย ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนเร็วกว่าทุกวัน
“ไปผับแล้วทำไมแม่งมีน้ำมีนวลงี้วะ”
เด็กสาวพึมพำหงุงหงิงแต่ปวีณก็พอจับใจความได้บ้าง
“อะไรของแก มีน้ำมีนวลอะไร ผู้ชายนะเว้ย”
“นั่นสิวิน” ทัดเทพเสริมมา “มึงเคยได้ยินรึเปล่าที่เขาว่าผู้หญิงเวลามีอะไรกับผู้ชายแล้วจะดูมีน้ำมีนวลขึ้นน่ะ”
“เออ กูเคย อย่าบอกนะว่ามึงก็คิดเหมือนน้ำทิพย์น่ะเทพ” ทำเสียงรำคาญใส่เพื่อนอีกสองคน จะได้ไปพ้นๆประเด็นนี่เสียที
“สบายใจได้ กูไม่ได้คิดว่ามึงไปเป็นเมียใครหรอก แต่ไอ้เรื่องดูมีน้ำมีนวลขึ้นน่ะเรื่องจริง”
ถ้าคำพูดของเพื่อนเปลี่ยนเป็นดาบได้ มันคงปักอกปวีณไปแล้วอย่างน้อยสองที
“พูดบ้าๆอะไรวะ”
“จะให้ฉันสาธยายมั้ยวะ แกนะ ตาฉ่ำๆขึ้นจากปกติเป็นเส้นเดียว แก้มก็อมชมพูดูมีเลือดฝาด ส่วนปากเนี่ยบวมเจ่อ ออกแดงๆด้วย”
นี่เพื่อนสาวตัวดีของเขามันแน่ใจนะว่าถาม เขายังไม่ทันตอบตกลงสักกะแอะแล้วมันร่ายยาวมาทำไม
โธ่เว้ย!! ไม่ได้ดูมีน้ำมีนวลขึ้นสักหน่อย อย่ามาใช้คำพูดกับเขาเหมือนเป็นผู้หญิงสิ
ตาที่มันฉ่ำๆน่ะ ฮึ่ม!! ถูกทำกี่ทีก็น้ำตาไหลมันทุกที ตาจะไม่บวมไม่ฉ่ำได้ไงเล่า
แก้มอีก ไอ้พี่ข้างบ้านบ้านั่นมันฟัดเคยบันยะบันยังที่ไหน ถึงมันจะไม่ได้ไว้หนวดแต่ไรขนที่สั้นๆนั่นมาโดนอยู่หลายๆรอบมันก็เคืองได้เหมือนกัน
ส่วนปากเนี่ย อ๊ากกกก อยากจะบีบคอไอ้คนทำนัก จูบได้จูบดี ยังกับจะสูบวิญญาณก็มิปาน เนื้อเยื่ออะไรที่โดนกระเทือนซ้ำๆมันก็อักเสบแล้วก็บวมๆแดงๆเอาให้เห็นน่ะสิ
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
ไอ้พี่ธรรศบ้า อย่ามาให้เห็นหน้าเชียวนะ!!!
พ่อจะฉีดยาเข้าเส้นเอาให้ไม่ฟื้นเลย!!!!
คนที่ปวีณอยากจะประทุษร้ายดูเหมือนว่าจะอายุยืนด้วยหลังจากที่โดนอาฆาตไม่เท่าไหร่ก็โทรเข้ามายังโทรศัพท์ของเด็กหนุ่ม ปวีณไม่ได้เมมเบอร์ของอีกฝ่ายไว้ในเครื่องหรอก แต่เพราะมันเป็นเบอร์เดียวกับที่โทรมาหาเขาเมื่อคืนจึงจำได้ ตอนนั้นก็กดรับไปโดยไม่ได้ระวังอะไร แต่พอได้ยินเสียงเท่านั้นแหละมือก็รีบกดตัดสายทันที
และวันนี้ก็เหมือนกัน ปวีณกดตัดสายทิ้ง
โทรมากี่ที ปวีณก็กดทิ้งทุกที
แต่ดูเหมือนว่าธรรศเองก็ไม่ได้ยอมแพ้ ชายหนุ่มเลือกที่จะส่งข้อความมาแทน
พี่ธรรศอยากพาน้องวินไปทานข้าวเย็นนี้
ตกลงนะครับ
From พี่ธรรศ
ใครจะไปด้วย เขาไม่ไปหรอกวันนี้ต้องอยู่เวร หรือต่อให้ไม่อยู่เวรเขาก็ไม่ไปอยู่ดี และอย่าหวังด้วยว่าจะส่งข้อความกลับ ฝันไปเถอะ เรื่องอะไรเขาจะต้องเสียตังไปเปล่าๆ
ผ่านไปสักสิบนาทีโทรศัพท์ที่ตั้งปิดเสียงก็สั่นเตือนขึ้นมาอีก
ถ้าน้องวินไม่ตอบ จะถือว่าตกลงนะครับ
พี่จะไปรับน้องวินที่คณะตอนห้าโมงเย็น
From พี่ธรรศ
ที่ตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่ยอมเสียเงินค่าโทรไปกับเรื่องไร้สาระกลายเป็นว่าต้องยอมจนได้ กดส่งข้อความกลับพร้อมใบหน้าที่งอหงิก
ไม่ว่าง อยู่เวร ถึงว่างก็ไม่ไป
เพียงไม่ถึงสองนาทีก็มีข้อความกลับมาจากคนเดิม
งั้นน้องวินก็ดูแลตัวเองดีๆนะครับ
อยากทานอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า พี่จะได้ซื้อไปให้
From พี่ธรรศ
ไอ้บ้านี่ไม่เลิกจริงๆด้วย พิมพ์ตอบกลับไปเพราะกลัวใจว่าเดี๋ยวจอมหื่นได้โผล่มายืนทำหล่ออยู่หน้าหอแล้วจะเป็นเขาเองที่ซวย
ไม่ต้องโผล่หน้ามาที่คณะผม
ก็ไม่ผิดจากที่เขาสั่งอีกฝ่ายไว้หรอก แต่ไอ้ข้าวอบสับปะรดในกล่องสวยนี่มันหมายความว่ายังไง
เวรที่เขาอยู่สำหรับวอร์ดจิตเวชนี้เป็นเวรที่เรียกว่า on call คือ ถ้ามีเคส จึงจะโทรตาม ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าที่หอผู้ป่วยตลอดเวลา หลังจากไปดูคนไข้ที่ส่งปรึกษาฉุกเฉินกับวอร์ดจิตเวชพร้อมกับพี่แพทย์ประจำบ้านเสร็จก็ได้ฤกษ์กลับมาเก็บของที่หอเตรียมจะไปทานข้าวเย็น แต่โดนพี่เจ้าหน้าที่ใต้หอเรียกไว้ก่อน พร้อมกับยื่นถุงใส่กล่องหอมๆนี่ให้ บอกว่ามีคนฝากเอาไว้ให้เขา
ปวีณที่ยังไม่ทันคิดรับมาด้วยความงง นึกเอาเองว่าอาจจะเป็นแม่หรือน้องสาวฝากไว้ให้ เด็กหนุ่มบอกปฏิเสธเพื่อนที่ชวนจะไปทานมื้อเย็นด้วยกันเสีย หยิบกล่องข้าวที่เพิ่งได้กลับขึ้นไปทานบนห้อง สักทุ่มกว่าๆธรรศก็โทรมาหาให้เขาต้องกดตัดสาย จากนั้นก็ต้องมากดดูข้อความ
พี่จำได้ว่าวินชอบทาน อร่อยไหมครับ
อยู่เวรเหนื่อยรึเปล่า
From พี่ธรรศ
ปวีณนึกอยากจะไปอ้วกเอาข้าวอบสับปะรดออกซะเดี๋ยวนั้น
จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์จนตอนนี้จะเข้าหนึ่งเดือน ธรรศไม่มาให้เห็นหน้าที่คณะอย่างที่ปวีณสั่งไว้ มีแค่สิ่งแทนตัวคือข้อความในมือถือตามแต่จะนึกครึ้มส่งมา ส่งมาทุกวันวันละมากกว่าหนึ่งฉบับ แล้วก็มื้อเย็นที่ไปสรรหาจานโปรดของเขามาไว้ให้ หรือถ้าวันไหนเขาสั่งห้ามว่าไม่ต้องก็จะส่งผลไม้ไม่ก็ขนมที่เขาชอบมาแทน
ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะโยนของที่ได้มาทิ้งอยู่หรอก แต่ความเสียดายกับคำสอนของพ่อที่ให้นึกถึงคนไม่มีจะกิน ปวีณก็ไม่สามารถตัดใจย้ายพวกมันไปอยู่ในถังขยะได้ ยอมกินมันแต่โดยดี
เรื่องที่ไม่เจอหน้าที่คณะ ..ไม่นับกับเวลาที่เขากลับบ้าน ตานั่นชอบมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ที่บ้านเขา พาลุงเอกมาเยี่ยมแม่บ้างล่ะ เอาเอกสารเกี่ยวกับร้านของน้องสาวเขามาคุยบ้างล่ะ
ยอมรับอยู่หรอกว่ามันมีเหตุผล และไม่เคยไปด่ามันเรื่องนี้สักนิด กลัวว่าอีกฝ่ายจะหาว่าเขาหลงตัวเอง
ไม่มีพฤติกรรมรุ่มร่ามใดๆให้เขาได้ลำบากใจอีก ไม่มีคำพูดจาบจ้วงหรือกินนัยลึกให้ระคายหู
มีเพียงการแสดงออกอย่างผู้ใหญ่ การวางตัวที่ดี .. เป็นพี่ชายให้กับเขาและน้องอีกสองคน โดยเฉพาะไวน์ที่กำลังจะทำร้าน
แนวความคิด การจัดการที่มีประสิทธิภาพและมองการณ์ไกลทำให้ทุกคนต้องยอมรับ ปวีณเองก็นึกชมอยู่ในใจว่าสมกับที่พา รณกร กรุ๊ป ให้ยิ่งใหญ่มาได้จนทุกวันนี้
ร้านของน้องสาวที่ปวีณตั้งใจอยากจะทำให้เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง รอยยิ้มสวยๆจากดวงหน้าหวานทำให้คนเป็นพี่ชายมีความสุข เขาเองก็เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบ ก็อยากให้ไวน์ได้มีโอกาสมีความสุขอย่างนี้เช่นกัน
เสียดายอยู่แค่คนที่ต่อเติมความฝันให้น้องสาวกลับไม่ใช่เขา
ราวกับธรรศจะรู้ถึงความต้องการนี้ ชายหนุ่มจึงขอความเห็นจากเขาด้วย ไม่ได้เอาแต่คุยกับแม่หรือไวน์
ระยะเวลาที่ห่างกันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ปวีณได้เรียนรู้ตัวตนของอีกฝ่าย
.. ธรรศคล้ายจะเป็นคนที่อ่านคนได้ปรุโปร่ง ไม่แปลกนักหรอก ก็เป็นถึงผู้บริหารใหญ่นี่นะ
บางครั้ง ข้อความในมือถือนั่น อ่านแล้วยังนึกว่าธรรศมานั่งอยู่ข้างๆเสียอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าชายหนุ่มรู้เรื่องที่เขาเครียดหรือท้อได้อย่างไร แต่แง่คิดที่แฝงมากับเนื้อความกวนๆก็ทำให้ใจสงบลงได้
ไม่อยากจะยอมรับเท่าไหร่ แต่ลึกๆก็อดอุ่นใจไม่ได้เหมือนกัน
นี่ถ้าการกลับมาเจอกันอีกครั้งไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเลวร้าย ป่านนี้ เขาคงสนิทใจกับธรรศอย่างมาก และคงจะยินดีอย่างยิ่งที่จะปรี่เข้าหาพี่ชายข้างบ้านคนนั้นแล้วจับยึดไว้แน่น ให้เป็นพี่ เป็นเพื่อนไปแล้ว
วันที่เขาได้กลับบ้านแล้วมีโอกาสนั่งคุยกับธรรศตรงโซฟาห้องรับแขก วันนั้นคงเป็นครั้งแรกที่ปวีณมองธรรศในแง่ดีขึ้น
คงจะเป็นเพราะธรรศใส่ใจแล้วก็รับรู้ในสิ่งที่เขากำลังพยายาม
พรุ่งนี้จะสอบแล้วใช่ไหมครับ
เครียดมากไม่ดีนะครับ อย่าหักโหมนะวิน
พักผ่อนให้พอก่อนสอบนะครับ
From พี่ธรรศ
รู้อีกว่าพรุ่งนี้เขาจะสอบ สู่รู้นัก!!
“มองมือถือแล้วยิ้มคนเดียวตั้งนานสองนาน มึงเป็นเหี้ยอะไรเนี่ยวิน แฟนส่งข้อความหารึไงวะ”เสียงรูมเมทที่ทักมาทำให้ปวีณต้องหันไปชูนิ้วกลางใส่
“แฟนบ้านมึงสิ”
“อ้าว ก็กูเห็นมึงเคลิ้มเชียว”
“เชี่ย กูไม่ได้ทำหน้าแบบนั้น”
“ไปส่องกระจกเลยมึง ให้ว่อง ถ้ามึงอยากเห็นตัวเองตอนนี้”
“ปัญญาอ่อน” ด่าเพื่อนแล้วก็เดินออกมานอกห้องพร้อมกับโทรศัพท์ในมือ ร่างเล็กเดินทอดน่องเอื่อยๆไปตามทางเดิน หยุดยืนตรงระเบียงฝั่งที่ติดริมแม่น้ำ เอนพิงกับเสาต้นใหญ่ เวลาแค่สองทุ่มกว่าแต่เพราะเป็นคืนก่อนสอบสำหรับปีห้าจึงไม่มีใครออกมานั่งเล่นตรงนี้อย่างเคย
สายลมเย็นๆที่พัดพามายามค่ำคืนช่วยให้รู้สึกสดชื่นแต่ไม่ได้ทำให้หนาว กลับรู้สึกอุ่นแปลกๆเสียได้
นิ้วเรียวแตะลงกับหน้าจอสัมผัสของโทรศัพท์ตัวเอง กดเลือกเบอร์โทรที่ไม่เคยบันทึกไว้ในเครื่องแต่มีในรายการโทรเข้าตลอด มองอย่างชั่งใจอยู่เป็นนาน เขาไม่เคยโทรหาธรรศมาก่อนเลย รวมถึงไม่เคยรับสายเลยสักครั้งด้วย
..นี่เป็นครั้งแรก
ได้ยินเสียงตื๊ด ให้รอเพียงสองครั้งปลายสายก็มีคนรับ
เด็กหนุ่มที่เตรียมใจไว้แล้วจนหน้าขาวๆขึ้นสีเรื่อไม่ยอมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดก่อน เลือกที่จะตวาดแว้ดเพียงทีเดียวแล้วตัดสาย จากนั้นก็ปิดโทรศัพท์เสีย
.
.
“ไอ้พี่ธรรศบ้า ใครสั่งใครสอนให้ปล้ำก่อนแล้วค่อยจีบ!!!!”
The end & The beginning
จบแล้วล่ะ กะล่อนให้เป็นจุดจบที่เป็นจุดเริ่มต้นของสองคน
จะให้วินกลับมารักธรรศง่ายๆก็ดูจะรังแกตัวเองเกินไปหน่อย เท่านี้ก็ยอมลงให้ธรรศมันเยอะมากแล้วล่ะค่ะ
มีคนถามถึงเจ๊มารด้วย สำหรับตอนนี้กะล่อนอยากให้เรื่องมันสิ้นสุดที่ธรรศและปวีณ ไม่อยากให้มีคนอื่นมาเกี่ยว วันข้างหน้า ถ้าสองคนพัฒนาไปมากกว่านี้(นั่นคือ ถ้ากะล่อนมีโอกาสแต่งต่อนะ) ก็คิดว่าน่าจะมีบทบาทช่วงนั้น
ไม่รู้ว่าจะถูกใจกันบ้างหรือเปล่า หรืออาจจะขัดใจแบบอยากตีหัวกะล่อน 555
ขอบคุณนะคะที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ที่คนเขียนมันโคตรเอาแต่ใจ ขอบคุณมากๆค่ะ